Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Toxic Relationship Habits Most People Think Are Healthy
พฤติกรรมแย่ๆในความสัมพันธ์ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่ามันดี

พฤติกรรมแย่ๆในความสัมพันธ์ที่คนเข้าใจว่ามันดี

ปัญหาหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกวิตกกังวลบ่อยๆเป็นอย่างแรกก็คือ..ทำอย่างไรความสัมพันธ์จึงจะมั่นคง บางครั้งอาจเป็นปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งเนื่องจากบางพฤติกรรมในความสัมพันธ์ดูเหมือนว่าจะดีหรือเป็นที่ยอมรับในสังคม ทว่าอันที่จริงแล้วแย่มากจนถึงขั้นเป็นพิษร้ายแรง

ซ่อนความขัดแย้งไว้ใต้ความสุข

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายว่าคู่รักที่ “ซ่อนความขัดแย้งไว้เบื้องหลังม่านแห่ง ‘ความสุข’ จะต้องการการปรองดองสูง” ปัญหาเหล่านี้มีตั้งแต่เล็กๆน้อยๆอย่างการขาดวุฒิภาวะไปจนถึงขั้นรุนแรงอย่างการหลงตัวเองหรือการทำร้ายร่างกาย ทางแก้คือควรรับฟังความรู้สึกของคู่รัก..ไม่ใช่คำพูด วิธีนี้จะช่วยวางระบบภายในสมองของอีกฝ่ายและเพิ่มพื้นที่ในการสร้างสายสัมพันธ์ให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม ที่สำคัญทั้งคู่จะมีความสามารถในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

รักษาความสงบ

บางครั้งการเพิกเฉยต่อบางสิ่งเพื่อรักษาความสงบนั้นสามารถทำได้ง่ายกว่า แต่การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งก็มีขีดจำกัดของมันเนื่องจากบางครั้งปัญหาก็ใหญ่เกินกว่าที่จะมองข้ามไป การเก็บกลั้นความรู้สึกและไม่ยอมปริปากถึงความไม่พอใจจะกลายเป็นปัญหาในภายหลังได้เนื่องจากปัญหาเล็กๆน้อยๆที่ดูไม่สำคัญเหล่านี้จะสะสมไปเรื่อยๆและอาจทำลายความสัมพันธ์ของคุณ การเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองให้อีกฝ่ายรับรู้คือโอกาสที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้แข็งแรง คุณจะเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและวิธีในการแก้ปัญหา พูดออกมาเถอะแม้ว่าจะรู้สึกยากก็ตาม!

การแบ่งหน้าที่

คนเราส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการแค่ความสัมพันธ์แต่เป็นหุ้นส่วนชีวิตตัวจริง คุณจึงอยากให้คุณกับคนสำคัญมีความเท่าเทียมกัน คุณควรวางแผนหน้าที่รับผิดชอบในชีวิตประจำวันร่วมกัน เช่น งานบ้าน การเงิน การดูแลลูก เป็นต้น เพื่อป้องกันการทะเลาะกันทุกวันว่าใครต้องทำอะไร อย่างไรก็ตามสิ่งที่คุณรับอาจไม่เท่ากับสิ่งที่คุณให้เสมอไป แต่ในระยะยาวมันจะไม่สำคัญเท่ากับความรู้สึกโดยรวม

การโต้ตอบ

การปฏิบัติต่อคนรักเวลาที่ทะเลาะกันมีความสำคัญมากกว่าความถี่ในการทะเลาะกัน การทะเลาะจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อ..เพื่อช่วยในการแก้ปัญหา การโต้ตอบรังแต่จะทำให้ปัญหาบานปลายและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เราจะอาศัยการเผชิญหน้ากันเป็นโอกาสที่จะระบายความโกรธและความไม่พอใจที่สะสมกันมานานหลายปีแล้ว ดังนั้นแทนที่จะปกป้องตัวเองคุณควรรับฟังคนรักและหาวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ไม่เคยทะเลาะกัน

ลิ้นกับฟันย่อมกระทบกันเป็นเรื่องธรรมดา การปฏิเสธที่จะทะเลาะกันต่างหากคือการปิดกั้นไม่ให้ความสัมพันธ์เจริญเติบโต นี่คือการไม่ซื่อสัตย์ต่ออีกฝ่ายและเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆด้วย สักวันหนึ่งอารมณ์โกรธที่เก็บกดอยู่ข้างในก็จะระเบิดออกมา นอกจากนี้ความโกรธยังบั่นทอนสุขภาพของคนเราด้วย เช่น ปัญหาเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร โรคนอนไม่หลับ และอาการปวดศีรษะ เป็นต้น การเรียนรู้ที่จะโต้เถียงกันอย่างมีเหตุผลจะช่วยสร้างพลังงานใหม่ๆขึ้นมาและทำให้ความสัมพันธ์มีความใกล้ชิดแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

ต้องการคนอื่นมาเติมเต็มชีวิตของคุณให้สมบูรณ์

“คุณช่วยเติมเต็มฉันหน่อย” อันที่จริงเป็นแนวคิดที่แย่มาก ยิ่งไปกว่านั้นผู้พูดยังเชื่ออีกว่า “ชีวิตของฉันไม่สมบูรณ์ถ้าปราศจากเธอ แต่ถ้ามีเธอ..ฉันสามารถมีชีวิตที่สมบูรณ์ได้” แถมใช้ได้เฉพาะถ้าอีกฝ่ายเต็มใจที่จะมอบครึ่งหนึ่งของชีวิตให้กับคุณ

อารมณ์หึง

คนเรามักจะเข้าใจผิดว่าอารมณ์หึงคือสัญญาณแห่งความรัก แต่จริงๆนี่คือพฤติกรรมที่แย่พอๆกับการแสดงความเป็นเจ้าของและการทำร้ายร่างกาย อารมณ์หึงเกิดจากความไม่มั่นใจ..ไม่ใช่ความรักที่คนๆหนึ่งมอบให้อีกฝ่าย การสะกดกลั้นอารมณ์หึงเพียงเพราะคุณไม่อยากถูกเรียกว่า ‘บ้า’ แน่นอนว่าย่อมไม่ดีอยู่แล้ว เรามักคิดว่าตัวเองจะดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นหากไม่มีความรู้สึกในแง่ลบอย่างอารมณ์หึง แล้วคนเราจะจัดการกับอารมณ์หึงอย่างสร้างสรรค์ได้อย่างไร? เริ่มจากสร้างความรู้สึกมั่นใจในตนเองและความรู้สึกมั่นคงในความสัมพันธ์ รวมถึงเปิดเผยความรู้สึกของตัวเองกับคนรัก หากคุณแสดงอารมณ์โกรธหรือพูดจาประชดประชันหรือโยนความผิดให้คนรัก เชื่อเถอะว่ามันไม่ช่วยอะไรเลย

ตามสอดส่องในโลกออนไลน์

ผลลัพธ์ที่ตามมารับรองว่าต้องเป็นข่าวร้ายแน่นอน หากคุณเชื่อว่าคนรักนอกใจหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมโดยที่ไม่มีเหตุผล ถ้างั้นคุณจะส่องหาอะไรล่ะ? เมื่อคุณไม่เชื่อใจคนรักความสัมพันธ์ก็จะเข้าสู่สถานการณ์ย่ำแย่อย่างรวดเร็ว แต่สาเหตุที่ทำให้สงสัยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ส่วนการแอบส่องพฤติกรรมของคนรักในโลกออนไลน์นั้นบ่งบอกว่าคุณไม่เชื่อใจคู่ของตัวเอง การสอดแนมอาจทำลายทั้งความสนุก ความน่าตื่นเต้น หรือความสุขที่คนรักอาจกำลังวางแผนเซอร์ไพรส์คุณ เทคโนโลยีไม่ควรถูกนำมาใช้เพื่อให้คนรักรู้สึกเหมือนว่าคุณกำลังสอดแนมเขาอยู่ทุกฝีก้าว คุณควรให้ความเป็นส่วนตัวแก่อีกฝ่าย ทางที่ดีไม่ควรสอดแนมพฤติกรรมของเขาในโลกออนไลน์เลย

จดจำว่าสิ่งใดทำลายความสัมพันธ์ของคุณ

ความสัมพันธ์โดยเฉพาะในช่วงแรกๆอาจเป็นเรื่องกระอักกระอ่วนใจ (คุณจะโทร? หรือไม่โทรดีนะ? คุณจะเผลอพูดอะไรตอนโกรธหรือเปล่า? คุณจะตอบโต้อย่างไรหากคู่รักของคุณกำลังโมโห? คุณจะบอกเขาเมื่ออาหารไม่ย่อยไหม? โอ๊ยคำถามมากมายเหลือเกิน) อย่างไรก็ตามการใช้สัญชาตญาณของตัวเองอาจช่วยคุณได้ หากคุณรู้สึกผิด อึดอัด หรือแค่ ‘จิตตก’ ก็ควรรับฟังสัญญาณเตือนเหล่านั้นบ้าง เมื่อใดที่รู้ว่ามีพฤติกรรมที่ส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์คุณควรร่วมมือกับคนรักเพื่อหาทางแก้ไขให้เร็วที่สุด

Blogger : Lillian McTernan

Source : thelist.com