Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

It’s Not Just You – No One Likes Group Texts
มีหลายคนที่ไม่ชอบการส่งข้อความแบบกลุ่ม..ไม่ใช่แค่คุณคนเดียว

มีหลายคนที่ไม่ชอบการส่งข้อความแบบกลุ่ม

เพื่อนๆของคุณนั้นแสนดีที่สุด คุณคิดว่าพวกเขาฉลาด น่าสนใจ และตลกขบขัน นอกจากนี้คุณยังคอยเป็นกำลังใจให้พวกเขาทุกครั้งไม่ว่าในยามทุกข์หรือสุข พวกเขาคือเพื่อนเที่ยวในอุดมคติของคุณ คุณรักเกือบทุกอย่างที่เกี่ยวกับพวกเขา..เว้นแต่การพูดคุยเล่นในกลุ่มแชท คุณรู้ว่าคุณควรมีความสุขที่ทุกคนยังติดต่อกันอยู่เสมอ แต่บางครั้งก็เหมือนว่าคุณกำลังต่อสู้กับตัวเองให้กดปุ่ม “เงียบ” และพักจากการพูดคุยเล่นในกลุ่มแชทบ้าง

หากเรื่องนี้ฟังดูคุ้นๆก็ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอก งานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับมารยาทการส่งข้อความจากแอปพลิเคชัน Viber พบว่าแทบไม่มีใครชอบการส่งข้อความกลุ่มเลย ชาวอเมริกันหนึ่งในหกจะปิดเสียงเตือนการส่งข้อความกลุ่มทันทีที่ถูกเพิ่มรายชื่อเข้าไปขณะที่หนึ่งในสี่จะปิดเสียงเตือนในภายหลังหากรู้สึกว่าได้รับข้อความรัวๆต่อเนื่องกันไม่หยุด ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะไม่ชอบการส่งข้อความกลุ่มมากกว่าผู้ชาย และชาวอเมริกันเกือบครึ่งหนึ่งกล่าวว่าการได้รับข้อความกลุ่ม 10-15 ข้อความในวันเดียวทำให้รู้สึกว่ามันมากเกินไป เห็นไหม? ไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวจริงๆ ส่วนสาเหตุที่การส่งข้อความกลุ่มเหล่านี้ทำให้คุณรู้สึกเครียดก็คือเสียงเตือนข้อความเข้าในช่วงเวลาต่างๆนั่นเอง..ไม่ว่าจะเป็นตอนที่คุณกำลังพยายามทำงานให้เสร็จหรือรับประทานอาหารมื้อค่ำสุดโรแมนติกกับคนรัก นอกจากนี้การส่งข้อความกลุ่มยังทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “การสูญเสียการยับยั้งชั่งใจในโลกออนไลน์” หรือความเป็นไปได้ที่จะพูดเรื่องต่างๆผ่านหน้าจอแทนที่จะพูดคุยกันต่อหน้า ด้วยเหตุนี้การพูดคุยเล่นในกลุ่มแชทจึงกลายเป็นเรื่องน่าเกลียด ต่อให้กลุ่มแชทของคุณมีแต่เพื่อนที่ไม่เคยหยอกล้อหรือพูดจาดูถูกกัน แต่สิ่งเหล่านี้ก็สามารถทำให้เกิดรอยร้าวภายในความสัมพันธ์ได้เนื่องจากสมาชิกบางคนในกลุ่มอาจรู้สึกรำคาญ การรับอีเมลส่วนตัวโดยตรงจากเพื่อนร่วมงานของคุณน่าจะทำให้คุณรู้สึกดีกว่าการส่งข้อความคุยกันกับเพื่อน แม้ว่ากลุ่มแชทจะมีประโยชน์ในแง่ของการจัดปาร์ตี้ แบ่งปันข้อมูลขำๆ หรือส่งคำเชิญไปหาเพื่อนพร้อมกันทีเดียวหลายๆคน แต่ก็อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดในการติดต่อกันโดยเฉพาะถ้าอย่างไรคุณก็กดปุ่มปิดเสียงอยู่ดี ขอโทษนะแต่มันเป็นเรื่องจริง!

Blogger : Alli Hoff Kosik

Source : brit.co