Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

In A Nasty Divorce, Who Gets The Dog?
หากต้องหย่ากัน..ใครจะได้เป็นฝ่ายครอบครองสุนัข?

หากต้องหย่ากัน ใครจะได้เป็นฝ่ายครอบครองสุนัข

เป็นเรื่องปกติหากเรารักสัตว์เลี้ยงเหมือนลูกมากกว่าการเป็นแค่ทรัพย์สมบัติชิ้นหนึ่ง ทว่ากฎหมายกลับไม่เห็นพ้องต้องกันกับเรา ความสัมพันธ์ต่างๆซึ่งรวมถึงชีวิตสมรสด้วยบางครั้งก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า การแยกทางกันอาจทำให้ทั้งจิตใจและการเงินล่มสลายไปต่อหน้า แถมยิ่งบวกกับความโกรธหรือความไม่พอใจหรือการแก้แค้นก็คงยิ่งรู้สึกเจ็บกระดองใจไม่แพ้กัน ทั้งเรือนหอและสินสมรสต่างๆก็ต้องขายและนำมาแบ่งกันซึ่งถ้าพูดในทางกฎหมายจะหมายถึงสุนัขในครอบครัวด้วย ใช่แล้วกฎหมายในทุกรัฐยกเว้นรัฐอะแลสกากับรัฐอิลลินอยส์จะยังมองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นสินทรัพย์ที่สามารถขายไปพร้อมกับโซฟาที่พวกมันชอบนอนได้ ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าใครจะเป็นฝ่ายได้สุนัข (หรือแมว) ไป เนื่องจากสัตว์เลี้ยงมักจะเป็นที่รักใคร่ไม่ต่างจากคนในครอบครัว เจ้าของจะรักสัตว์เหล่านี้เหมือนลูกซึ่งมีคุณค่ามหาศาลและไม่มีสิ่งใดมาแทนที่ได้ บางครั้งคู่รักอาจต้องแบ่งเวลาในการดูแลสุนัขไปพร้อมๆกับการแบ่งทรัพย์สินก่อนที่จะฟ้องหย่ากันด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตามหากตกลงกันไม่ได้ก็ต้องขึ้นอยู่กับคำตัดสินของผู้พิพากษา

มอลลี่ โรเซนบลัม ทนายความกฎหมายครอบครัวในลาสเวกัสกล่าวว่าเธอต้องจัดการกับคู่สมรสที่ต้องการหย่าแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องสุนัขเป็นประจำ มีอยู่คดีหนึ่งมอลลี่เล่าว่าศาลได้สั่งให้ตำรวจศาลพาสุนัขไปยังสวนสาธารณะและดูว่าสุนัขจะวิ่งไปหาใคร ทั้งนี้ศาลเตือนว่าห้ามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเรียกชื่อสุนัขหรือเอาขนมรสตับไปล่อเด็ดขาดไม่งั้นจะถือว่าเป็นการวุ่นวายกับหลักฐานหรือติดสินบนพยาน ปรากฏว่าฝ่ายชนะคือภรรยาและว่าที่อดีตสามีของเธอต้องจ่ายค่าเลี้ยงดู 500 เหรียญแถมการอุทธรณ์ของเขาก็ไม่ได้ผล

อีกคดีหนึ่งมอลลี่เล่าว่าคู่สมรสที่แต่งงานกันมานานเจ็ดปียอมขึ้นศาลเพื่อแย่งชิงเอวา สุนัขพันธุ์โดเบอร์แมนพินเชอร์ “สุนัขกลายเป็นจุดสำคัญในการหย่า ทั้งสองฝ่ายใช้เงินว่าจ้างทนายเป็นจำนวนมหาศาล” เธอเรียกผู้เพาะพันธุ์มาเป็นพยานและสู้จนกว่าจะชนะ (ได้สุนัข) คดีนี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเนื่องจากฝ่ายภรรยาได้จดทะเบียนว่าเอวาเป็นสัตว์เลี้ยงประจำตัวเพื่อปลอบประโลมจิตใจ ในกรณีนี้ดูเหมือนว่าศาลเตรียมจะสั่งให้ทั้งสองฝ่ายขายสุนัขและนำเงินมาแบ่งกันหลังจากที่ผลัดกันดูแล นอกจากนี้ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็ต้องช่วยกันรวมถึงกำหนดว่าต้องซื้ออาหารสุนัขยี่ห้อใดด้วย ศาลมองเห็นคุณค่าของสายสัมพันธ์ระหว่างเด็กเล็กกับสัตว์เลี้ยง พวกเขาจึงต้องพยายามเพื่อรักษามันเอาไว้ แต่ถ้าคดีใดไม่มีเด็กเล็กเข้ามาเกี่ยวข้องก็เป็นไปได้ว่าศาลจะสั่งให้คู่สมรสขายสุนัขตัวนั้นหรือไม่ก็ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง “ซื้อ” สุนัขจากอีกฝ่ายแทน สิ่งที่ขาดไปคงเป็นการพิจารณาหาทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสัตว์เลี้ยง แต่ผู้พิพากษาไม่สนใจและกฎหมายก็ชี้ชัดเจนว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์สนใจเด็ดขาด อย่างไรก็ตามมีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสิทธิของสัตว์เพื่อเปลี่ยนแปลงมุมมองของกฎหมายที่ควรพิจารณาว่าสัตว์มีคุณค่าทางจิตใจไม่ใช่แค่ทรัพย์สินเท่านั้น นอกจากกฎหมายใหม่จะแพร่หลายไปทั่วรัฐอิลลินอยส์กับรัฐอะแลสกาแล้วก็อาจตีความไปยังเรื่องอื่นๆด้วย เช่น การปฏิบัติมิชอบของสัตวแพทย์ แวดวงเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมบันเทิง เป็นต้น นอกจากนี้สัตว์เลี้ยงเพื่อปลอบประโลมจิตใจก็อาจเป็นกลไกที่เปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของสัตว์เลี้ยงได้ด้วย มอลลี่กล่าวว่า “ในฐานะคนรักสุนัขฉันนึกไม่ออกว่าจะมีใครรักสุนัขของฉันได้ดีกว่าตัวฉันเอง แต่กว่ากฎหมายดูแลสัตว์เลี้ยงจะผ่านคุณก็อาจเจอคำตัดสินเหมือนอย่างที่แล้วมา” งั้นทางที่ดีคุณควรตกลงกันให้ได้นอกศาลเถอะนะ

Blogger : Ann Brenoff

Source : huffingtonpost.com