Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Bride & Groom Spend Their Wedding Day Feeding 4000 Refugees
คู่แต่งงานชาวตุรกีเลี้ยงอาหารผู้อพยพราว 4,000 คนในงานแต่งงาน

คู่แต่งงานชาวตุรกีเลี้ยงอาหารผู้อพยพในงานแต่งงาน

คนส่วนใหญ่มองว่าวันแต่งงานคือวันที่สำคัญของพวกเขา แต่บ่าวสาวน้ำใจงามคู่หนึ่งตัดสินใจที่จะมอบวันดีๆนี้เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ Fethullah Üzümcüoğlu อายุ 24 ปีกับ Esra Polat อายุ 20 ปี ตัดสินใจใช้เงินที่พวกเขาได้รับมาในวันแต่งงานจัดงานเลี้ยงอาหารให้แก่บรรดาผู้อพยพชาวซีเรีย บ่าวสาวคู่นี้ทำงานให้กับ Kimse Yok Mu ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลของตุรกี พวกเขายังสวมชุดแต่งงานเต็มยศกันอยู่เลยขณะทำหน้าที่อยู่หลังเคาท์เตอร์และใช้เวลาทั้งวันนั้นในการเลี้ยงอาหารผู้อพยพราว 4,000 คน

“เราต้องการช่วยเหลือพี่น้องชาวซีเรีย การได้เห็นความสุขสะท้อนออกมาจากดวงตาของเด็กๆชาวซีเรียเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้ เราสร้างความสุขให้ตัวเองด้วยการทำให้คนอื่นมีความสุขและนั่นเป็นความรู้สึกที่วิเศษมากๆเลย”

พิธีสมรสของทั้งคู่ถูกจัดขึ้นในเมือง Kilis ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของตุรกี ติดกับชายแดนซีเรีย จากข้อมูลของสหประชาชาติพบว่าตุรกีได้ต้อนรับผู้อพยพชาวซีเรียมากกว่าหนึ่งล้านคนตั้งแต่ที่เกิดความขัดแย้งขึ้นในปี 2011 สรุปแล้วมีผู้อพยพรวมสี่ล้านคนที่ต้องการลี้ภัยไปที่อื่น

คู่แต่งงานเลี้ยงอาหารผู้อพยพในงานแต่งงาน

แทนที่จะจัดงานเลี้ยงฉลองให้กับตัวเอง คู่บ่าวสาวชาวตุรกี Fethullah Üzümcüoğlu กับ Esra Polat กลับตัดสินใจทำบางอย่างที่ต่างออกไป

เลี้ยงอาหารผู้อพยพในงานแต่งงาน

พวกเขาใช้เงินที่ได้จากการแต่งงานมาเลี้ยงอาหารผู้อพยพชาวซีเรียกว่า 4,000 คน

คู่บ่าวสาวชาวตุรกีเลี้ยงอาหารผู้อพยพในงานแต่งงาน

“ฉันคิดว่าการเลี้ยงอาหารให้กับครอบครัวและเพื่อนฝูงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเมื่อรู้ว่ามีเพื่อนบ้านอีกจำนวนมากที่ยังต้องการความช่วยเหลือ”

คู่แต่งงานตุรกีเลี้ยงอาหารผู้อพยพในงานแต่งงาน

“การได้เห็นความสุขจากดวงตาของเด็กๆชาวซีเรียเป็นสิ่งที่ประเมินค่ามิได้”

คู่แต่งงานชาวตุรกีเลี้ยงอาหารผู้อพยพในงานแต่งงาน

“เราสร้างความสุขให้ตัวเองด้วยการทำให้คนอื่นมีความสุขและนั่นเป็นความรู้สึกที่วิเศษมาก”

เลี้ยงผู้อพยพในงานแต่งงาน
ดูคลิป VDO

“เราคิดว่าเราได้ลงทุนสร้างความสุขด้วยการแบ่งปันอาหารให้แก่พี่น้องผู้อพยพชาวซีเรียที่อาศัยอยู่ในเมืองของเรา”

Source :