Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

ผู้ก่อตั้ง TOMS
กับแนวคิดผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคม

 

A post shared by blake mycoskie (@blakemycoskie) on

เบลค ไมโคสกี้ ได้รับแรงบันดาลใจในการสร้าง TOMS ขณะที่มาพักร้อนในอาร์เจนติน่าเมื่อปี 2006 เขาสังเกตเห็นว่าเด็กจำนวนมากที่นั่นไม่มีรองเท้าซึ่งทำให้เขาเกิดไอเดียที่จะสร้างธุรกิจพร้อมกับแนวคิดง่ายๆคือ..ซื้อรองเท้าใหม่หนึ่งคู่และให้รองเท้าใหม่หนึ่งคู่ (แบรนด์ TOMS นี้ไม่มีอะไรเกี่ยวกับผู้ชายที่ชื่อทอมนะ คำว่า TOMS มาจาก tomorrow กับแนวคิดที่ว่าเราสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าด้วยกันได้) สิบปีต่อมา TOMS ได้มอบรองเท้ากว่า 70 ล้านคู่ให้แก่เด็กๆที่ต้องการและยังมีองค์กรต่างๆซึ่งเป็นหุ้นส่วนมากกว่า 100 แห่งใน 93 ประเทศ

TOMS เริ่มจากแนวคิดเล็กๆที่เติบโตไปเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ฉันก็สวมรองเท้ายี่ห้อ TOMS และติดตามเบลคบนสื่อโซเชียลมานานมากแล้ว ที่สำคัญฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้คุยกับเขาที่บ้านของเขาในลอสแองเจลีส

เกี่ยวกับแรงบันดาลใจของเขา

 

A post shared by blake mycoskie (@blakemycoskie) on

เบลคยกย่อง อีวอง ชูนาร์ด (ผู้ก่อตั้ง Patagonia) โฮวาร์ด ชูลท์ซ (Starbucks) และ ริชาร์ด แบรนสัน (Virgin Group) เป็นต้นแบบของเขา เรื่องราวของผู้คนเหล่านี้คือสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เขา เบลคมีความใฝ่ฝันที่จะสร้างธุรกิจเพื่อสังคมและไม่กลัวความเสี่ยงใดๆทั้งนั้น เมื่อเบลคริเริ่มโครงการ One for One หลายคนบอกว่า “เป็นแนวความคิดที่เสี่ยงมาก” หรือ “มันจะได้ผลไหม?” ดังนั้นการศึกษาประวัติของต้นแบบทำให้เบลคมีความมั่นใจที่จะเสี่ยงและแสดงความคิดสร้างสรรค์ออกมา เบลคกล่าวว่า “แนวคิดที่ยิ่งใหญ่อย่าง TOMS เริ่มจากลางสังหรณ์หรือสัญชาตญาณเพียงเล็กๆเท่านั้น ผมเชื่อว่าความคิดเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อคุณรู้สึกผ่อนคลายมากที่สุด เป็นธรรมชาติ มีความสุขอยู่กับตัวเอง และความอยากรู้อยากเห็นซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ผมเปิดใจกว้างพอที่จะรับแนวคิดอย่าง TOMS เข้ามาและคอยดูว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร” การออกจากห้องทำงานและเข้าสู่สภาวะแวดล้อมใหม่ๆบ้างเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากจะช่วยปลุกความคิดสร้างสรรค์ของคุณให้ตื่นขึ้นมา เมื่ออยู่ท่ามกลางธรรมชาติคุณจะได้มองเห็น ฟังเสียง และได้ยินเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนอื่น คุณจะได้ค้นพบสิ่งที่คุณไม่เคยรู้ว่ามันสำคัญกับคุณมากขนาดไหน

เกี่ยวกับผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคม

 

A post shared by blake mycoskie (@blakemycoskie) on

เบลคได้พูดถึงสิ่งที่สำคัญมากในระหว่างการสนทนา “การใช้เงินคือตัวบ่งบอกคุณค่าของคุณ หากคุณสนับสนุนธุรกิจที่สอดคล้องกับคุณค่าของตัวเอง คุณก็จะรู้สึกดีกับการใช้เงินของตัวเองมากขึ้น” เบลคกำลังพูดถึงการเป็นผู้บริโภคที่มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งมักจะพิจารณาเกี่ยวกับสินค้า การซื้อ และวิธีใช้ ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดไม่ว่าจะเพื่อผู้คนหรือสิ่งแวดล้อมหรือทั้งสองอย่าง ที่สำคัญคือการศึกษาและแบ่งปันความรู้ให้แก่ผู้อื่น เอาล่ะด้านล่างนี้คือวิธีง่ายๆในการแสดงคุณค่าของตัวเอง

1. เลือกซื้อของในท้องถิ่น

เมื่อคุณซื้อผลิตภัณฑ์หรืออาหารที่ถูกผลิตหรือถูกปลูกขึ้นในท้องถิ่น รู้หรือไม่ว่ามันจะมีผลกระทบในทางบวกเกิดขึ้นหลายอย่าง อย่างแรกคือคุณกำลังสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นซึ่งทำให้บรรดาผู้ขายสามารถเลี้ยงดูครอบครัวของตัวเองได้ ขณะเดียวกันผักผลไม้ก็สดใหม่เนื่องจากไม่ต้องใช้ระยะเวลานานในการขนส่ง ที่สำคัญยิ่งมีการขนส่งน้อยเท่าไหร่ก็ยิ่งดีต่อสภาพแวดล้อมมากเท่านั้น

2. การค้าที่เป็นธรรม

การค้าที่เป็นธรรมจะพิจารณาทุกอย่างที่เกี่ยวข้องในผลิตภัณฑ์ เช่น วัตถุดิบและผู้ผลิต เพื่อการตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้ยังมีคำถาม เช่น “คนงานฝ่ายผลิตได้รับค่าจ้างอย่างเป็นธรรมหรือไม่? เงื่อนไขการทำงานของพวกเขาปลอดภัยหรือเปล่า? กระบวนการผลิตสินค้าชนิดนี้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไหม? แม้ว่าบางครั้งผลิตภัณฑ์จากการค้าที่เป็นธรรมจะมีราคาแพงกว่าแต่ก็คุ้มค่าเมื่อลองนึกถึงต้นทุนต่างๆ เช่น ต้นทุนด้านมนุษย์และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

3. ใส่ใจบรรจุภัณฑ์

ควรมองหาผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุรีไซเคิลหรือวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้และผลิตภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานนานๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ เช่น ขวดน้ำและถุงช้อปปิ้ง ยิ่งมีวัสดุน้อยชิ้นที่ต้องทิ้งก็ยิ่งดี ทางที่ดีต้องสังเกต 3 R คือ Reduce (ลด) Reuse (นำกลับมาใช้ใหม่) Recycle (รีไซเคิล) ซึ่งสองอย่างแรกจะสำคัญที่สุด แม้ว่าการรีไซเคิลจะดีกว่าการทิ้งแต่ก็ยังต้องใช้พลังงานมากในการรีไซเคิลอยู่ดี

Blogger : Hannah Alper

Source : mindbodygreen.com