Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Saa Sabas
ผู้รอดตายจากเชื้ออีโบลา

Saa Sabas ผู้รอดตาย อีโบลา

โรคไวรัสอีโบลา (เดิมเรียกว่าโรคไข้เลือดออกอีโบลา) เป็นโรคที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงมากถึงร้อยละ 90 โดยพบได้ในคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น แอนทิโลปป่า กอริลล่าและชิมแปนซี โรคนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในปี 1976 ณ หมู่บ้านริมแม่น้ำอีโบลา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกและในพื้นที่ห่างไกลของประเทศซูดาน และจากหลักฐานที่มีอยู่ทำให้เชื่อว่าค้างคาวผลไม้คือพาหะของโรคไวรัสอีโบลานั่นเอง

ค้างคาวผลไม้ พาหะเชื้ออีโบลา

พาหะเชื้ออีโบลา ค้างคาวผลไม้

อาการเริ่มแรกของโรคไวรัสอีโบลาคือเจ็บคอและปวดศีรษะจากนั้นก็จะกลายเป็นไข้อย่างเฉียบพลัน อุจจาระร่วง ผื่นขึ้น โดยผู้ป่วยจะมีเลือดไหลออกจากตาและลำไส้ใหญ่ก่อนที่อวัยวะต่างๆจะล้มเหลวในท้ายที่สุด ระยะฟักตัวของโรคหรือระยะเวลาตั้งแต่ที่ได้รับเชื้อจนเกิดอาการอยู่ที่ระหว่าง 2 ถึง 21 วัน เราสามารถยืนยันการติดเชื้อไวรัสอีโบลาได้โดยการทดสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศกินี,ไลบีเรีย,เซียราลีโอนและไนจีเรีย องค์การอนามัยโลกเผยว่าขณะนี้ยอดผู้เสียชีวิตจากโรคไวรัสอีโบลาทะลุ 1,500 คนแล้วนับตั้งแต่ที่มีการระบาดของโรคเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

อาการ อีโบลา

แต่ใช่ว่าโรคไวรัสอีโบลาเมื่อติดเชื้อแล้วจะไม่มีทางหาย โดย Saa Sabas หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเชื้อไวรัสมรณะนี้ซึ่งเป็นอดีตผู้ช่วยทางการแพทย์จากเมือง Guéckédou ทางตอนใต้ของประเทศกินี จะมาเล่าถึงประสบการณ์อันน่ากลัวจากการติดเชื้อและเข้ารับการรักษาจนท้ายที่สุดก็รอดจากเงื้อมมือแห่งความตายมาได้

Saa Sabas ผู้รอดตาย อีโบลา

Saa เล่าว่าพ่อของเขาเคยทำงานเป็นพยาบาลอยู่ในกองทัพฝรั่งเศสและสอนให้เขารู้จักยาต่างๆ เขาจึงมาทำงานเป็นพยาบาลผู้ช่วยในแผนกเภสัชกรรมของโรงพยาบาล Guéckédou และสุดท้ายเขาก็ติดเชื้อไวรัสมรณะนี้จากพ่อของเขา Saa กล่าวต่อไปว่าเขาเริ่มมีอาการเหมือนเป็นไข้ ซึ่งปกติกินยาเข้าไปแล้วก็จะดีขึ้น ทว่าคราวนี้ไม่ใช่อย่างที่คิด เขาจึงมุ่งหน้าไปที่โรงพยาบาลและถูกกักตัวเป็นเวลา 21 วันเพื่อสังเกตอาการ และเมื่อผลการทดสอบออกมาเขาจึงรู้ว่าตัวเองติดเชื้อไวรัสอีโบลาเข้าแล้ว

Saa เล่าว่าช่วงที่ทรมานที่สุดคือช่วงสะอึก (Hiccup Stage) เนื่องจากเจ็บคอมากจนกินอาหารไม่ได้เลย ขณะที่อาการไข้สูงหรือท้องเสียก่อนหน้านี้ก็ยังไม่รุนแรงเท่า แถมผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็เสียชีวิตในช่วงนี้ด้วย สรุปเขาเข้ารับการรักษาอาการในโรงพยาบาลเป็นเวลาทั้งสิ้น 13 วัน โดยแบ่งเป็นช่วงไข้สูง 2 วัน ช่วงท้องเสีย 4 วัน ช่วงอุจจาระร่วง 2 วันและช่วงสะอึก 4 วัน ซึ่งการรักษาตลอด 13 วันนั้นเขาได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจนกระทั่งหายเป็นปลิดทิ้ง เขากลับบ้านพร้อมกับใบประกาศฯ จากโรงพยาบาลเพื่อรับรองว่าเขาหายเป็นปกติดีแล้ว และตอนนี้มีหลายคนเรียกเขาว่า “ผู้รอดชีวิต” หรือ “มนุษย์ต่อต้านอีโบลา”

Ebola

อีโบลา

สิ่งที่ Saa ได้จากการเป็นผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาคือการรู้จักตระหนักถึงความน่ากลัวของโรคนี้ ปัจจุบันเขาผันตัวเองไปเป็นอาสาสมัครเพื่อถ่ายทอดความรู้ให้กับชาวบ้านเรื่องการป้องกันตนเองจากการติดเชื้อ “บางทีความโชคร้ายก็มีเรื่องดีๆแฝงอยู่” Saa กล่าวปิดท้าย

Saa Sabas อาสาสมัคร

อาสาสมัคร Saa Sabas

นอกจาก Saa Sabas แล้ว ผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาอีก 2 รายก็หายเป็นปกติหลังจากที่ได้รับยาทดลอง ขณะนี้ออกจากโรงพยาบาลและกลับไปอยู่กับครอบครัวได้แล้ว แหล่งข่าวเผยว่า ดร.เคนต์ แบรนท์ลีย์ อายุ 33 ปี และแนนซี่ ไรท์ไบล อายุ 60 ปีซึ่งเป็นชาวสหรัฐและติดเชื้อไวรัสอีโบลาในกรุงมอนโรเวีย ประเทศไลบีเรีย หลังจากที่ได้รับยาทดลองและถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีโมรีย์ เมืองแอตแลนต้า รัฐจอร์เจียเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ล่าสุด ผู้อำนวยการหน่วยโรคติดเชื้อได้กล่าวยืนยันว่าผู้ป่วยทั้งสองหายจากโรคไวรัสอีโบลาแล้ว นับว่าเป็นข่าวที่สร้างความหวังและกำลังใจให้กับเหล่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสมรณะนี้เป็นอย่างมาก

Dr. Kent Brantly และ Nancy Writebol
ดร.เคนต์ แบรนท์ลีย์ และ แนนซี่ ไรท์ไบล

Dr. Kent Brantly

ประกาศนียบัตร หายจากเชื้ออีโบลา

ส่วนวิธีการรักษาโรคดังกล่าว ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนที่ได้รับอนุญาตให้นำมาใช้ได้ รวมทั้งวัคซีนที่อยู่ระหว่างการทดสอบด้วย ส่วนแนวทางในการรักษาคือการกำหนดมาตรการให้ประชาชนพึงปฏิบัติตามเพื่อป้องกันตัวเท่านั้นเอง ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจธรรมชาติของโรคไวรัสอีโบลา ไม่ว่าจะเป็นการแพร่ระบาดและวิธียับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ลดการสัมผัสสัตว์ที่มีความเสี่ยงสูง บริโภคอาหารที่ปรุงสุกและสะอาดเสมอ ที่สำคัญหลังจากที่เยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลหรือดูแลผู้ป่วยที่บ้าน เราควรล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ

วิธีป้องกันอีโบลา

ป้องกัน อีโบลา

คำแนะนำสำหรับผู้เดินทางโดยทั่วไปจากองค์การอนามัยโลก

  • ผู้เดินทางควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสคลุกคลีกับผู้ป่วยติดเชื้อ
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีโรคระบาดควรปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันควบคุมการติดเชื้อที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลกอย่างเคร่งครัด
  • ผู้ที่เดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาด หากพบอาการผิดปกติควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการเดินทาง
  • แพทย์ผู้ตรวจรักษาที่เพิ่งกลับมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค หากมีอาการที่เข้าข่ายขอให้พิจารณาความเป็นไปได้ว่าจะเป็นโรคไวรัสอีโบลาหรือไม่
Source :
www.vice.com/read/interview-with-an-ebola-survivor
www.tribune.com.ng/interviews/item/12287-i-survived-ebola-but-villagers-shunned-me
Credit :
From Internet