Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Why Overtime Is Bad for Your Health and How to Avoid It
เหตุใดการทำงานล่วงเวลาจึงไม่ดีต่อสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง

เหตุใดการทำงานล่วงเวลาจึงไม่ดีต่อสุขภาพอย่างยิ่ง

บ่อยไหมที่คุณทำงานอยู่จนดึก? คุณมักจะมาแต่เช้าแต่ก็จบลงด้วยการเลิกงานดึกทุกที? งั้นเราจะบอกคุณว่าในแต่ละวันคุณไม่เคยมีเวลาเพียงพอหรอกเนื่องจากมักจะมีงานให้คุณทำอยู่เสมอ ยิ่งคุณทำงานล่วงเวลามากเท่าไหร่ สุขภาพทั้งทางกายและจิตใจของคุณก็จะยิ่งแย่มากเท่านั้น รู้หรือไม่ว่าการทำงานวันละ 10-11 ชั่วโมงเป็นประจำจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจถึงร้อยละ 60 อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะมีสถิติที่น่าตกใจแต่รายงานล่าสุดก็ชี้ว่าค่าเฉลี่ย “40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์” ที่เราทำงานกันอยู่เป็นประจำก็ยังเกินไป 7 ชั่วโมงด้วยซ้ำ ซึ่งหมายความว่าเราทำงานเกินเวลาทุกสัปดาห์

จากการศึกษาเดียวกันพบว่าชาวอเมริกันเกือบ 4 ใน 10 บอกว่าพวกเขาทำงานอย่างน้อย 50 ชั่วโมง โจ สเตเปิลส์จาก Workfront กล่าวว่ามนุษย์เงินเดือนคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือร้อยละ 25 โดยทำงานสัปดาห์ละ 60 ชั่วโมงหรือวันละ 12 ชั่วโมง เอาละด้านล่างนี้คือเคล็ดลับในการหลีกเลี่ยงที่จะทำงานล่วงเวลา

ไม่เกี่ยวกับชั่วโมงการทำงานแต่เกี่ยวกับการทำงานให้เสร็จ

พยายามอย่ามุ่งเน้นไปที่จำนวนชั่วโมงของการทำงานในแต่ละวัน จงเขียนรายการสิ่งที่ต้องทำและจัดลำดับความสำคัญเพื่อให้มีเวลาพอสำหรับการทำงานให้สำเร็จลุล่วง อย่างไรก็ตามควรมีความสมเหตุสมผลด้วย คุณต้องมั่นใจว่าจะทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จทันกำหนดเวลาในวันนั้น ที่สำคัญอย่าลืมแจ้งทีมงานว่าคุณทำงานเสร็จแล้วเพื่อให้พวกเขารู้ว่าคุณก็ทำงานเช่นกัน

สื่อสารกับเจ้านายเพื่อตั้งเป้าหมายที่เป็นจริง

คุณควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้านายหรือหัวหน้าทีมและนัดประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับจุดแข็งและจุดอ่อนของคุณรวมถึงตั้งเป้าหมายที่เป็นจริงร่วมกัน กุญแจสำคัญในการทำงานนี้คือการสื่อสาร ต้องแน่ใจว่าเจ้านายของคุณรู้ว่าคุณกำลังทำงานชิ้นใหม่นี้อยู่และบอกให้เขารู้หากงานเริ่มจะหนักมากเกินไป เนื่องจากหากคุณทำงานหนักและเหนื่อยล้าเกินไปก็จะทำให้การทำงานด้อยประสิทธิภาพ ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงต้องหาจุดสมดุลที่เหมาะสม

เจรจาเกี่ยวกับการทำงานที่ยืดหยุ่นกับผู้จัดการของคุณ

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้พนักงานที่อยู่ห่างไกลมีโอกาสมากขึ้น นอกจากนี้ชั่วโมงการทำงานที่ยืดหยุ่นระหว่างบ้านกับที่ทำงานก็เห็นได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน หากคุณพบว่าตัวเองใช้เวลาอยู่ในที่ทำงานมากเกินไปและเริ่มส่งผลเสียต่อสุขภาพก็ลองหารือขอเวลาทำงานที่บ้าน ตราบใดที่คุณยังมีวินัยและทำงานเสร็จไม่น่าจะมีปัญหาอะไร อันที่จริงมีรายงานว่าความยืดหยุ่นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงานได้ซึ่งพนักงานก็จะมีสุขภาพดี รู้สึกเครียดน้อยลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้นหากสามารถเลือกเวลาและสถานที่ในการทำงานได้เอง

ติดอาวุธให้กับตัวเองด้วยทักษะต่างๆ

หากคุณมักจะเป็นคนสุดท้ายในที่ทำงานก็อาจได้เวลาทบทวนหลักสูตรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพให้กับตัวเองแล้ว มีเคล็ดลับง่ายๆมากมายที่จะทำให้คุณทำงานเสร็จทันเวลาและมีประสิทธิภาพ

จัดลำดับความสำคัญของงานจากมากไปหาน้อย

ข้อนี้สำคัญมากสำหรับการทำงานของคุณ หากคุณกำหนดให้งานทุกงานมีความสำคัญเท่ากันหมด คุณจะพบว่าตัวเองต้องทำงานทุกอย่างด้วยความรีบเร่งเพื่อให้เสร็จในเวลาเดียวกัน ทางที่ดีควรระบุว่างานไหนที่ต้องให้ความสนใจทันทีหรือมีกำหนดเส้นตาย จากนั้นก็จัดลำดับความสำคัญ เช่น อีเมลลูกค้าควรมาก่อนอีเมลจากภายในองค์กร พยายามจดบันทึกลงไปทุกวันและขีดฆ่าออกเมื่อทำเสร็จแล้ว

ตั้งค่าโทรศัพท์ “อย่ารบกวน” เมื่อเข้าสู่ช่วงเวลาเลิกงาน

เราทุกคนล้วนยอมจำนนต่ออีเมลใหม่ที่มาตอน 4 ทุ่มแต่คุณควรรอจนกว่าจะกลับไปทำงานในตอนเช้า หากคุณทนไม่ได้ก็ควรตั้งค่าคุณสมบัติ “อย่ารบกวน” ในโทรศัพท์ของคุณซึ่งน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ง่ายๆแค่ตั้งเวลาตั้งแต่ 3 ทุ่มไปจนถึง 6 โมงเช้า ทั้งสายเรียกเข้าและข้อความแจ้งเตือนทั้งหมดก็จะถูกปิดเสียงในช่วงเวลานั้น แต่ถ้าคุณกำลังรอสายสำคัญก็สามารถตั้งค่าอนุญาตการโทรได้ เช่น “รายการโปรด” หรือ “สายโทรซ้ำ” หากมีสายเรียกเข้าจากเบอร์เดียวกันมากกว่า 1 ครั้งในระยะเวลา 3 นาที

ตั้งนาฬิกาปลุกเตือนเมื่อสิ้นสุดวัน

เราทุกคนมักจะอยู่ดึกเกือบทุกวันแต่คงไม่ดีแน่หากเกินไปมากกว่าหนึ่งชั่วโมงทุกวัน ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้คุณควรรู้เวลาอยู่เสมอ บางครั้งเราอาจลืมเรื่องเวลา เพียงตั้งนาฬิกาปลุกเตือนใน “ปฏิทินกูเกิ้ล” สัก 30 นาทีหลังเลิกงาน มันจะช่วยทำให้คุณรู้ตัวมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นเบาๆว่าคุณต้องทำงานให้เสร็จได้แล้ว

Blogger : Sacha Strebe

Source : mydomaine.com