Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

Ways Freelancers Overspend
ชีวิตฟรีแลนซ์ต้องสูญเสียเงินไปกับอะไรบ้าง

ชีวิตฟรีแลนซ์ต้องสูญเสียเงินไปกับอะไรบ้าง

ที่ผ่านมาฉันรู้สึกกระอักกระอ่วนใจกับอาชีพอิสระมาก แต่ทุกอย่างก็เริ่มไปได้สวยเมื่อฉันไม่ต้องทุ่มเททำงานทุกๆเดือน รายได้ของฉันทะลุเป้าและฉันก็ได้ทำงานกับลูกค้าที่ฉันรู้สึกมีความสุขด้วยเท่านั้น ฟังดูเยี่ยมเลยใช่ไหมล่ะ! ทว่าบัดนี้ฉันกำลังเผชิญหน้ากับการตัดสินใจที่ฉันไม่ทันคิดมาก่อน ฉันจะทำงานอิสระต่อดีไหมถ้ารู้ว่าไม่สามารถรับงานได้มากกว่านี้ หาลูกค้า หรือแม้แต่โครงการใหม่ๆไม่ได้? หรือฉันควรเริ่มต้นธุรกิจใหม่? ฉันต้องลงทุนเท่าไหร่? ในฐานะฟรีแลนซ์คนหนึ่งฉันต้องใช้จ่ายเงินอย่างตระหนี่ให้มากที่สุด ไม่มีบริษัทไหนซื้อเครื่องใช้สำนักงานหรือให้ฉันเบิกค่านู่นนี่นั่นเลย เงินทุกบาทมาจากบัญชีของตัวเองล้วนๆ ด้านล่างนี้คือค่าใช้จ่าย 4 อย่างที่ชาวฟรีแลนซ์ต้องสูญเงินไปกับมันและวิธีประหยัดง่ายๆที่ควรนำไปพิจารณา

“สิ่งจำเป็นต่างๆ” (ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้)

ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานก็มักจะทำให้ฉันต้องควักกระเป๋าเกินความจำเป็น ยกตัวอย่างเช่นนามบัตรใหม่เอี่ยมที่ฉันไม่เคยใช้ อุปกรณ์เครื่องเขียนราคาแพง แอปพลิเคชั่นต่างๆ และสมาชิกทางวิชาชีพที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับการทำงานของฉัน แต่ปรากฏว่าไม่มีอะไรช่วยได้เลย ตอนนี้ฉันจึงพยายามทำทุกอย่างให้เรียบง่ายมากที่สุดไม่ว่าจะเป็นการงดใช้กระดาษหรือตั้งงบสำหรับค่าเครือข่าย ทุกครั้งฉันต้องคำนวณระยะเวลาการทำงานและปัจจัยอื่นๆว่ากว่าจะได้เงินก้อนนั้นมานั้นคุ้มค่าหรือเปล่า?

เครือข่าย

การทำอาชีพอิสระนั้นเหงาจะตาย นี่ยังไม่รวมถึงการแข่งขันนะ เมื่อสองอย่างนี้รวมกันก็จะยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับการสร้างเครือข่าย ถ้าอยากทำให้ลูกค้าหรือเครือข่ายใหม่ๆรู้สึกประทับใจก็ลองนัดพบกันที่ร้านอาหารหรือบาร์ล้ำๆสิ เหตุผลน่ะเหรอ? ก็เพราะว่าแพงไงล่ะ! อาหารมื้อเดียวก็ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงได้โดยเฉพาะถ้ารายได้ของคุณไม่มั่นคง การประชุมก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งของการใช้จ่ายเกินความจำเป็น เมื่อคุณรู้สึกขาดแรงบันดาลใจหรือต้องการสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่ๆก็อาจต้องเข้าร่วมการประชุมที่เสียเงินไม่ใช่น้อย ดังนั้นคิดให้ดีว่าคุ้มหรือไม่ก่อนที่จะลงทุน พยายามหาวิธีที่ประหยัดกว่าเช่นการประชุมที่มีการบันทึกเทปหลังจากนั้น

กิจกรรมผ่อนคลายอารมณ์

อาชีพอิสระมักจะต้องเจอกับสถานการณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย บางครั้งก็ได้งานใหญ่และเฮฮาพาฉลองขณะที่บางครั้งก็รู้สึกราวกับว่าได้รับอีเมลปฏิเสธไม่หยุดไม่หย่อนจนต้องถามตัวเองว่า “ฉันจะได้ค่าจ้างไหม?” ดังนั้นเมื่อพูดถึงการเยียวยาหัวใจที่แตกสลายฉันจึงมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเกินความจำเป็น ฉันรู้ว่าฉันไม่ควรใช้จ่ายเงินเมื่อรู้สึกแย่เกี่ยวกับงาน ฉันจึงพยายามไปยิมเพื่อออกกำลังกายเรียกเหงื่อแทน หรือถ้ามีข่าวดี..ฉันจะไม่ซื้อกระโปรงชุดใหม่เป็นรางวัลแต่จะหยุดงานช่วงบ่ายเพื่อไปอ่านหนังสือหรือทำสปาที่บ้านแทน

ร้านกาแฟ

ฉันไม่ทำงานในร้านกาแฟเพราะฉันไม่เคยเห็นความจำเป็นเลย (ทำไมฉันต้องเสียเงินซื้อลาเต้แก้วละ 7 เหรียญด้วยล่ะ) แม้ว่าข้อดีของการทำงานในร้านกาแฟคือการได้เปลี่ยนบรรยากาศ แต่ข้อเสียของมันก็คือการทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มพูนขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยเช่นกัน ถ้าคุณต้องจ่ายเงินทุกครั้งที่ไปทำงานในร้านกาแฟนั่นก็หมายความว่าคุณต้องเสียค่าคาปูชิโน่ถึงปีละหลายร้อยเหรียญ ทางที่ดีคุณควรเลือกห้องสมุดสาธารณะหรือศูนย์การค้าที่มีสัญญาณ Wi-Fi ฟรี หรือถ้าต้องการบรรยากาศอบอุ่นก็เลือกทำงานกลางแจ้งสิ คุณอาจต้องการความคิดที่สร้างสรรค์แต่ก็ควรประหยัดเงินไว้บ้าง สถานที่โปรดของฉันคือบ้านพ่อแม่ ฉันจะไปทำงานที่นั่นสัปดาห์ละครั้ง อันที่จริงพวกท่านมีลูกสุนัขสองตัวซึ่งฉันสามารถแวะไปเล่นด้วยได้โดยไม่เจ็บตัวหรือกระเทือนเงินในกระเป๋า

Blogger : Jacqueline Demarco

Source : theeverygirl.com