Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

9 สิ่งที่ฉันเรียนรู้ในวัย 60 ปี
ซึ่งอยากย้อนเวลาให้ตัวเองในวัย 20 ปีได้รู้ด้วย

สิ่งที่เรียนรู้ในวัย 60 ปีซึ่งอยากให้ตัวเองในวัย 20 ปีรู้

คุณเคยมองย้อนกลับไปในอดีตและทำอะไรไม่ได้นอกจากกลัวบ้างไหม? บางครั้งคุณอาจจำไม่ได้ว่าคุณปฏิบัติตัวอย่างไร ใช่..ฉันก็เช่นกัน เราทุกคนเคยเป็นทั้งนั้น และเมื่อมองประสบการณ์อันยากลำบากของตัวเองทั้งในอดีตและปัจจุบัน ฉันกลับมองเห็นของขวัญแม้ว่าจะไม่ได้ถูกห่ออยู่ในกระดาษที่สวยงามก็ตาม ดังนั้นฉันจึงอยากแบ่งปันบทเรียนที่ได้เรียนรู้ในวัย 60 ปีและปรารถนาให้ตัวเองในวัย 20 ปีได้รับรู้ด้วย

1. การจองเวรจองกรรมไม่ทำให้อะไรดีขึ้น

ฉันมีความแค้นหลายเรื่องในชีวิต แต่ฉันมักจะเก็บกลั้นอารมณ์ไว้ข้างใน ผลลัพธ์คือฉันจะรู้สึกอึดอัดและหลีกเลี่ยงทั้งการสบตา เดินผ่าน รวมถึงทำเป็นว่ามองไม่เห็นหรือไม่รับโทรศัพท์จากอีกฝ่ายด้วย การโกรธแค้นทำให้ฉันต้องเสียพลังงานอย่างมากทั้งที่การปล่อยไปเฉยๆจะง่ายกว่า ฉันรู้ว่าตัวเองมีทางเลือกไม่ว่าจะเป็นการแสดงความรู้สึกที่แท้จริงออกมาหรือปล่อยผ่านความแค้นเหล่านั้นไปพร้อมกับการให้อภัยด้วย

2. ความอ่อนแอคือความเข้มแข็ง

ฉันเคยเป็นคนขี้อายและไม่ถนัดการเข้าสังคมเลย ฉันมักจะทำหน้าใส่คนแปลกหน้าประมาณว่า “อยู่ห่างๆจากฉันนะ” ซึ่งฉันก็รู้ว่ามันเกิดจากความรู้สึกไม่สบายใจของตัวเอง สรุปคือฉันกลัวการปฏิเสธ ไม่กล้าเปิดเผยตัวเองและมองว่ามิตรภาพคือความอ่อนแอ หากฉันรู้สึกสนใจอะไรก็จะไม่แสดงออกโจ่งแจ้งมากเกินไป สิ่งที่ฉันเรียนรู้คือการเปิดใจกับคนอื่นคือความกล้าหาญไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กก็ตาม ในที่สุดฉันก็เริ่มปฏิบัติกับผู้อื่นในแบบที่ฉันต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติด้วยเช่นกัน

3. การแสดงความโกรธจะไม่ทำให้คุณเสียเพื่อน

การแสดงความโกรธมักจะเป็นเรื่องยากมากสำหรับฉัน เมื่อต้องโต้เถียงกับใครฉันจะรู้สึกวิตกกังวล ท้องไส้ปั่นป่วน และปากแห้ง เป็นต้น ทว่าฉันกลับรู้สึกผิดคิดว่าว่าตัวเองเป็นคนใจร้าย ใจแคบเพียงเพราะว่าฉันไม่รู้จัก “ปล่อยวาง”? สิ่งที่ฉันเรียนรู้คือควรพูดออกไปอย่างชัดเจน ฉันจะไม่ตะโกน ตำหนิ หรือกล่าวโทษ แต่เป็นการสื่อสารแบบเปิดใจเพื่อมิตรภาพ

4. ควรเชื่อใจตัวเอง

ฉันมักจะมองหาการยอมรับจากผู้อื่นเพียงเพื่อที่จะได้รู้สึกดีกับตัวเอง ฉันใส่ใจความคิดเห็นของผู้อื่นมากเกินไปและไม่สามารถก้าวต่อไปได้หากไม่ได้รับการอนุมัติจากครอบครัว เพื่อน และเพื่อนร่วมงาน ในที่สุดฉันก็ได้เรียนรู้ที่จะให้ความสำคัญกับความคิดเห็นและความรู้สึกของตัวเอง ฉันให้เวลาและพื้นที่กับตัวเองในการประเมินและทบทวนการตัดสินใจของฉัน ฉันยอมรับว่าเป็นเรื่องยากและในกรณีที่ฉันต้องการความคิดเห็นอื่นๆ ฉันจะตรวจสอบให้แน่ใจโดยการถามคนที่ฉันเชื่อใจแทนที่จะสุ่มถามจากใครก็ได้

5. การเลือกเพื่อนที่สนใจแต่ตัวเองไม่ใช่สิ่งที่ดีเลย

ฉันเคยเลือกเพื่อนที่อยากเป็นจุดสนใจตลอดเวลาและสามารถสร้างเงื่อนไขในสถานการณ์ต่างๆได้ ฉันคิดว่ามันง่ายและสะดวกสบายจนกระทั่งฉันไม่ต้องการอยู่เบื้องหลังอีกต่อไป สิ่งที่ฉันเรียนรู้คือฉันต้องสร้างบทบาทของตัวเองให้ใหญ่ขึ้นในหมู่เพื่อนและถ้ามันไม่สำเร็จบางครั้งมิตรภาพก็ต้องจบลงหรือลดความสำคัญลง

6. การเป็นคนง่ายๆไม่ได้หมายความว่าคุณต้องละทิ้งความต้องการของตัวเอง

ฉันเคยนิยามตัวเองว่าเป็น “คนง่ายๆ” หรือจะมองว่าฉันเสแสร้งแกล้งเป็นคนง่ายๆก็ได้ เวลาที่อยู่กับเพื่อนฉันก็มักจะคล้อยตามในสิ่งที่พวกเขาทำและตามไปในทุกที่ที่พวกเขาไป เมื่อเวลาผ่านไปหลายปีฉันเรียนรู้ว่าฉันต้องเปิดใจกับเพื่อนเกี่ยวกับความชอบและไม่ชอบ แต่ก็ต้องใช้เวลานานกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ ฉันพบว่าเพื่อนก็เปิดใจกว้างให้กับความคิดเห็นของฉัน แต่ถ้าพวกเขาไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ฉันก็ต้องรู้จักยอมรับตัวเอง

7. ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ถนัดคือการปลดปล่อยอย่างแท้จริง

ฉันเคยกลัวการเขียนหนังสือ ฉันจะสติแตกหากต้องเขียนอะไรบางอย่างหรือแม้แต่คำกล่าวขอบคุณ นอกจากนี้ฉันยังรู้สึกกังวลเมื่อต้องออกไปพูดต่อหน้าสาธารณชนด้วย ฉันพูดไม่เก่งและความรู้สึกกังวลจะยิ่งทำให้ฉันเครียดมากขึ้น สิ่งที่ฉันเรียนรู้คือควรทำจิตใจให้สบายเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกปลอดภัย เมื่อฉันรู้ว่าความกลัวเกิดจากทัศนคติในแง่ลบและไม่ใช่ความเป็นจริงของสถานการณ์ ในที่สุดฉันก็รู้สึกว่าจิตใจเริ่มผ่อนคลายความตึงเครียดลง

8. การอยู่คนเดียวคนละเรื่องกับการรู้สึกเหงา

ฉันเป็นลูกคนเดียว พอโตขึ้นฉันมักจะรู้สึกเหงาและอยากมีพี่น้อง ในช่วงวัยรุ่นฉันเริ่มติดคุยโทรศัพท์กับเพื่อนเพื่อทำให้ตัวเองยุ่งอยู่กับ “การเป็นเพื่อน” คนอื่น สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้คือฉันชอบอยู่กับตัวเองและการอยู่คนเดียวก็เป็นคนละเรื่องกับการรู้สึกเหงา ตอนนี้ฉันมองว่า “การอยู่คนเดียว” คือของขวัญ! ฉันสามารถทำในสิ่งที่อยากทำ เช่น อ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ กิน ดื่ม หรืออะไรก็ได้และมันก็รู้สึกดีมาก

9. ความรู้สึกเชิงลบเกิดจากความคิดมากกว่าความจริง

เมื่อใดก็ตามที่ฉันรู้สึกไม่ดีกับสถานการณ์ การสนทนา ความสัมพันธ์ การทำงาน และอื่นๆ ฉันจะคิดว่าต้องมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับฉัน สิ่งที่ฉันได้เรียนรู้คือเราสามารถทดสอบสมมติฐานเหล่านั้น เราสามารถเปลี่ยนความคิดและความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพวกเขาได้ สติปัญญาทำให้ฉันรู้ถึงพลังของการยอมรับ หากคุณรู้สึกแย่เกี่ยวกับความคิดในแง่ลบลองสังเกตผลกระทบที่มีต่อความคิดของคุณ หากคุณเปลี่ยนความคิดคุณจะสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองได้ นี่คือความจริงไม่ว่าคุณจะอายุเท่าไหร่ก็ตาม

Blogger : Lisa Kayne Lieberman

Source : mindbodygreen.com