Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

How To Talk About Your Mental Health When No One Wants To Listen
จะบอกคนอื่นอย่างไรดีว่าคุณมีปัญหาสุขภาพจิต

จะบอกคนอื่นอย่างไรดีว่าคุณมีปัญหาสุขภาพจิต

จากข้อมูลของสมาคมจิตแพทย์แห่งอเมริกาพบว่าผู้ที่มาจากชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์และเชื้อชาติมีแนวโน้มจะได้รับการบริการด้านสุขภาพจิตน้อยกว่าประชากรชาวสหรัฐที่เหลือ นอกจากนี้พวกเขายังต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ เช่น ระดับตราบาปที่สูงกว่า การได้รับข้อมูลผิดๆ และอุปสรรคทางปัญหา แต่อุปสรรคเหล่านั้นสามารถทลายลงได้ และนี่คือคำแนะนำ

จงขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพ

ชาวเอเชีย-อเมริกันมีแนวโน้มว่าจะขอคำปรึกษาเกี่ยวกับสุขภาพจิตน้อยกว่าชาวผิวขาวถึงสามเท่าเนื่องจากค่านิยมที่เกิดจากครอบครัวเช่นสมาชิกในชุมชนชาวละติน การรู้ว่าเมื่อไหร่ควรพบผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตของตัวเองเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากยิ่งปล่อยไว้ไม่รักษานานเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้อาการแย่ลงมากเท่านั้น การปิดบังปัญหาจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกกลัวอาการป่วยทางจิตมากขึ้นและเลือกที่จะปลีกวิเวกอยู่คนเดียว

ยืนยันความสำคัญของการสนทนา

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเพื่อนๆหรือคนในครอบครัวที่ยังไม่กล้าเปิดใจพูดคุยเกี่ยวกับอาการของคุณหรือขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพ คุณควรเริ่มต้นบทสนทนาด้วยประโยคอย่าง “ฉันต้องคุยกับเธอ” “ฉันต้องการความช่วยเหลือจากเธอ” หรือ “ได้โปรดฟังฉันก่อนได้ไหม” จงเปิดใจคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับปัญหาของคุณให้มากที่สุด เช่น อาการเหล่านี้กำลังส่งผลกระทบกับคุณและเหตุใดคุณจึงเชื่อว่าอาการดังกล่าวน่ากลัวมากพอที่จะขอความช่วยเหลือจากภายนอก

ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย

เมื่อพูดถึงหัวข้อที่ละเอียดอ่อนอย่างสุขภาพจิต คุณควรสื่อสารให้ชัดเจนทั้งกับอีกฝ่ายที่คุณกำลังคุยด้วยหรือแม้แต่ตัวคุณเองและหลีกเลี่ยงคำศัพท์อย่าง “อาการผิดปกติทางจิต” หรือ “ความผิดปกติ” เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความรู้สึกอับอาย แต่ควรพยายามเริ่มต้นบทสนทนาโดยการพูดถึงอาการทางกายต่างๆที่คุณอาจรู้สึกแทน เช่น สูญเสียความอยากอาหารหรือโรคนอนไม่หลับ เป็นต้น นอกจากนี้คุณควรใช้น้ำเสียงเปิดกว้างเพื่อขอคำแนะนำอื่นๆหากนี่คือจุดประสงค์ในการสนทนาของคุณ

ความเชื่อทางศาสนาและปัญหาสุขภาพจิตแยกกันคนละส่วน

หนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ปัญหาสุขภาพจิตไม่เป็นที่นิยมพูดคุยกันอย่างเปิดกว้างในชุมชนของชาวผิวดำก็คือความเชื่อทางศาสนาที่จะรักษาหรือแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตโดยไม่อาศัยการรักษาด้วยวิธีจิตบำบัดแบบประคับประคอง จากข้อมูลขององค์กรพันธมิตรผู้ป่วยโรคทางจิตแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาพบว่ามีชาวแอฟริกันอเมริกันเพียงร้อยละ 25 เท่านั้นที่ขอเข้ารับการบริการด้านสุขภาพเมื่อเทียบกับชาวผิวขาวที่มีมากกว่าราวร้อยละ 40 อย่างไรก็ตามนักบำบัดส่วนใหญ่จะได้รับการฝึกให้เคารพความเชื่อทางศาสนาของผู้ป่วยทุกคน

หาประโยชน์จากทรัพยากรภายนอก

หากคุณไม่สามารถพูดคุยเรื่องปัญหาสุขภาพจิตของตัวเองกับญาติพี่น้องหรือเพื่อนๆได้คุณควรขอความช่วยเหลือจากมืออาชีพ เช่น นักจิตวิทยา นักจิตบำบัด หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมีทางเลือกอื่นๆผ่านช่องทางออนไลน์และไม่เสียค่าใช้จ่ายแถมยังมีประโยชน์มากอย่างกลุ่มสนับสนุนหรือกลุ่มสาธารณะต่างๆของผู้คนที่ประสบปัญหาเดียวกัน

สรุป

การมีปัญหาสุขภาพจิตไม่ได้ทำให้คุณ “อ่อนแอ” ยิ่งคุณพูดถึงมันมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งมีคนเริ่มให้ความสนใจมากเท่านั้น บรรดาผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยว่าการสื่อสารแบบเปิดกว้างมีบทบาทสำคัญมากในการกำจัดความรู้สึกอับอายและตราบาปที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจิตของคุณ การเล่าอาการของตัวเองให้คนอื่นฟังอาจช่วยบรรเทาความตึงเครียดของคุณได้ นอกจากนี้ยังทำให้คนรักของคุณเข้าใจและลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับคุณได้

Blogger : Kristen Adaway

Source : huffingtonpost.com