Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

สุขภาพจิตดีเมื่อเรารักตัวเองในแง่ของความสามารถ
ไม่ใช่ที่รูปลักษณ์ภายนอก

สุขภาพจิตดีเมื่อเรารักตัวเองในแง่ของความสามารถ

ในภาพยนตร์เรื่อง “Mean Girls” เมื่อปี 2004 มีอยู่ฉากหนึ่งที่หญิงสาวแต่ละคนป่าวประกาศว่าเธอเกลียดอะไรในร่างกายของตัวเองบ้าง เช่น “ฉันมีไหล่อย่างกับผู้ชาย!” และ “สะโพกของฉันใหญ่มาก!” ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงกับผู้หญิงหลายๆคน ปัจจุบันคนเรานิยมพูดถึงร่างกายของตัวเองในทางบวกมากกว่าในทางลบ บรรดานางแบบอย่าง Ashley Graham และ Tess Holliday ได้กลายเป็นตัวแปรหลักในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่นี้ ขณะที่แบรนด์ต่างๆก็เริ่มให้ความสำคัญกับรูปร่างประเภทต่างๆในสื่อโฆษณาของตัวเอง สุดท้ายแฟชั่นก็เริ่มหลากหลายมากขึ้น และผู้คนก็เริ่มยกย่องร่างกายของตัวเองทั้งในสื่อโซเชียลและในชีวิตจริง

การมองร่างกายในเชิงบวกได้เปลี่ยนจากแนวคิดไปเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ทว่าบางครั้งผลลัพธ์ก็ออกมาในทางตรงกันข้ามกับความตั้งใจ หลายคนอาจจับผิดร่างกายของตัวเอง “รอบเอวของฉันสมส่วนไหมนะ?” หรือทำให้พวกเขารู้สึกผิดในวันที่มองร่างกายของตัวเองในทางลบ งานวิจัยชี้ว่าเมื่อคุณพยายามพูดกับตัวเองในแง่บวกซ้ำๆทั้งที่คุณไม่ได้เชื่ออย่างนั้นจริงๆสุดท้ายพวกมันจะย้อนกลับมาทำร้ายคุณเนื่องจากการกระทำเช่นนี้จะทำให้คุณรู้สึกเครียดมากขึ้นและไม่พอใจในร่างกายของตัวเอง แม้ว่าจะไม่มีวิธีแก้ปัญหาแต่อย่างน้อยคุณก็ควรรู้จักรักตัวเองเพื่อสุขภาพจิตที่ดีของคุณ

จุดเริ่มต้นความเท่าเทียมกันของร่างกาย

สรุปสั้นๆความเท่าเทียมกันของร่างกายคือการยอมรับร่างกายของตัวเองในแง่ของความสามารถไม่ใช่รูปลักษณ์ภายนอก ร่างกายทำให้คุณได้ออกกำลังกาย เดินทางรอบโลก และสัมผัสวัฒนธรรมใหม่ๆ ร่างกายทำให้คุณสามารถกุมมือหรือกอดคนที่คุณรักได้ ร่างกายทำให้คุณเคลื่อนย้ายจากจุด A ไปยังจุด B ได้ คำว่า “ความเท่าเทียมกันของร่างกาย” ปรากฏขึ้นครั้งแรกในอินเตอร์เน็ตประมาณปี 2015 แต่ได้รับความนิยมมากขึ้นเมื่อ Anne Poirier แห่ง Colby-Sawyer College เริ่มกล่าวนำในโปรแกรมสุขภาพ ณ รัฐเวอร์มอนต์หรือรัฐภูเขาเขียวในงาน Fox Run เมื่อปี 2016 เป้าหมายของ Poirier คือเพื่อช่วยให้ผู้เข้าร่วมยอมรับว่าการรักร่างกายของตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องจริงเสมอไปและบางครั้งจะจินตนาการเป็นอย่างอื่นก็ได้ ความเท่าเทียมกันของร่างกายคือการมองว่าร่างกายของคุณเป็นยานพาหนะที่เมื่อได้รับการดูแลก็จะพาคุณเดินทางไปหาความสุขได้ซึ่งไม่เกี่ยวกับว่ารูปร่างของคุณเป็นอย่างไร..ดีหรือแย่แค่ไหน

สุขภาพจิตกับแนวคิดดังกล่าว

แม้ว่าการรักร่างกายของตัวเองจะเป็นสิ่งสำคัญแต่ก็ใช่ว่าจะประสบผลสำเร็จในสังคมที่มีความคิดเห็นหลากหลายเกี่ยวกับร่างกายใน “อุดมคติ” เสมอไป อย่างไรก็ตามความเท่าเทียมกันในร่างกายจะช่วยกระตุ้นสติ ลดความตึงเครียด และทำให้อารมณ์ดีขึ้นได้ บ่อยครั้งที่ทั้งผู้ชายและผู้หญิงมักจะได้ยินเสียงในหัวของพวกเขากำลังวิจารณ์ร่างกายของตัวเองอยู่ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเสี่ยงที่จะมีอาการวิตกกังวลมากขึ้น ขาดการควบคุม สิ้นหวัง และโศกเศร้าจนอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้

วิธีฝึกแนวคิดความเท่าเทียมกันของร่างกาย

แม้ว่าบทสนทนาเกี่ยวกับภาพลักษณ์จะเปลี่ยนแปลงไปแล้วในหลายปีที่ผ่านมาแต่ก็ยังมีคนไม่น้อยที่พยายามพัฒนาความสัมพันธ์กับร่างกายของตัวเอง คุณควรให้ความสำคัญกับการทำให้ร่างกายรู้สึกดีและแข็งแรงแทนที่จะมุ่งเน้นแต่รูปลักษณ์ภายนอก เช่น ฝึกเต้น วิ่งเล่นกับสุนัข หรือนวดผ่อนคลาย นอกจากนี้ก็ยังมีวิธีอื่นๆในการบำรุงร่างกายอย่างการเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพหรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆในแต่ละวัน อย่าลืมเน้นความแข็งแรงของกำลังขา การทำงานอย่างสม่ำเสมอของหัวใจและปอด พลังแขน การทำงานของสมอง สังเกตการเคลื่อนไหวร่างกายตลอดเวลา จากนั้นก็จงกล่าวคำขอบคุณออกมา การสร้างความสัมพันธ์กับร่างกายอาจดูเป็นเรื่องซับซ้อน แต่การยอมรับการเท่าเทียมกันของร่างกายนั้นเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับคุณในการช่วยซ่อมแซมและเพิ่มความแข็งแรงให้กับสุขภาพจิต ไงล่ะ..คุ้มค่าที่จะลองแล้วหรือยัง?

Blogger : Leigh Weingus

Source : huffpost.com