Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

สาเหตุที่ผู้หญิง
มีแนวโน้มเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองมากขึ้น

สาเหตุที่ผู้หญิงเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองมากขึ้น

เกือบร้อยละ 80 ของผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองเป็นผู้หญิงและสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้ก็เป็นปริศนาทางการแพทย์มานานแล้ว แต่งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าอาจเกี่ยวข้องกับความแตกต่างระหว่างยีนของผู้ชายกับผู้หญิง และนี่คือการค้นพบที่สามารถนำไปสู่ขั้นตอนการวินิจฉัยโรคและการรักษาในอนาคตที่มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม

โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคโครห์น และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์จะเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายโจมตีตัวเองทำให้ร่างกายสร้างโปรตีนที่ตอบสนองการอักเสบมากขึ้น หากเป็นในระยะสั้นๆก็จะมีประโยชน์ต่อการรักษาแต่ถ้ามากเกินไปหรือนานเกินไปก็จะส่งผลเสียต่อเซลล์และระบบอวัยวะต่างๆ งานวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุที่ผู้หญิงเป็นโรคเหล่านี้ได้มุ่งเน้นไปที่ฮอร์โมนเพศได้แก่เอสโตรเจนกับเทสโทสเตอโรน การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Immunology ได้ค้นพบมุมมองใหม่ๆที่ต่างจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง นอกจากนี้ทีมนักวิจัยยังได้ระบุถึงความแตกต่างทางเพศในการแสดงออกของยีนบางตัวด้วย ความแตกต่างที่พวกเขาพบได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศทำให้ผู้หญิงมีโอกาสเสี่ยงที่ระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขาจะทำงานมากผิดปกติ

ดร.กุดจอนส์สันสนใจโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองของผิวหนังซึ่งได้แก่โรคสะเก็ดเงินและโรคลูปัส (โรคพุ่มพวง) โดยโรคลูปัสมักจะส่งผลกระทบต่อทั้งร่างกาย (มีหลักเกณฑ์การวินิจฉัย 4 ข้อจากทั้งหมด 11 ข้อที่เกี่ยวข้องกับผิวหนัง) อย่างไรก็ตามการศึกษานี้ได้วิเคราะห์สารพันธุกรรมจากตัวอย่างผิวหนังของผู้ชายและผู้หญิงสุขภาพดีจำนวน 82 คน ปรากฏว่าไม่มีผู้เข้าร่วมคนใดเลยที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองแต่ยีนของพวกเขามีการแสดงออกที่แตกต่างกันอย่างน่าทึ่ง กลุ่มนักวิจัยพบว่ายีน 661 ตัวซึ่งเปรียบเทียบระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงมีการแสดงออกที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าเกี่ยวข้องกับการทำงานของภูมิคุ้มกันขณะที่บางส่วนเชื่อมโยงกับโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง การค้นพบชี้ว่ายีนที่มีอัตราส่วนเพศไม่เท่ากันนอกจากจะเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองแล้วยังทำให้ระดับความรุนแรงของโรคสูงขึ้นตามไปด้วย ที่สำคัญการเป็นผู้หญิงคือปัจจัยเสี่ยงสูงสุดในการเป็นโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองด้วย

กลุ่มนักวิจัยสามารถระบุได้ว่าโปรตีน VGLL3 เป็น “ตัวควบคุมหลัก” ของอาการอักเสบและการไม่ตอบสนองทางภูมิคุ้มกันต่อแอนติเจนของตนเอง จากการวิเคราะห์ตัวอย่างผิวสุขภาพดีพบว่า VGLL3 จะออกฤทธิ์ในร่างกายของผู้หญิงเท่านั้น แต่เมื่อกลุ่มนักวิจัยดูชิ้นเนื้อของผู้ป่วยโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองก็พบว่ามันออกฤทธิ์ในร่างกายของผู้ชายที่ป่วยเป็นโรคลูปัสด้วยเช่นกัน การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าเพศมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองอย่างไร นอกจากนี้ยังเน้นย้ำให้เข้าใจถึงความสำคัญในการศึกษาเปรียบเทียบกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายด้วย สักวันหนึ่งยีนกับโปรตีนเหล่านี้อาจมีประโยชน์ในฐานะดัชนีชี้วัดทางชีวภาพสำหรับการประเมินว่าใครมีความเสี่ยงมากที่สุดหรือเป็นกลุ่มเป้าหมายในการทดลองยาใหม่ ดร.กุดจอนส์สันกล่าวว่า “การศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับกระบวนการของโรคที่เกิดขึ้นกับผู้คนในแต่ละเพศจะสามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาและป้องกันโรคอย่างที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน”

Blogger : Amanda Macmillan

Source : health.com