Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Things You Didn’t Know About Gray Hair
6 เรื่องที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับผมหงอก

เรื่องที่ไม่รู้เกี่ยวกับผมหงอก

แม้ว่าผู้หญิงบางคนจะรู้สึกภูมิใจกับการมีผมหงอก แต่ก็มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยรู้สึกหวาดกลัวกับการมาเยือนของพวกมัน ข่าวดีคือบรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างกำลังพยายามอย่างหนักเพื่อค้นหาวิธีป้องกัน ว่าแต่อะไรล่ะคือสิ่งที่พวกเขารู้ขณะที่คุณไม่รู้?

1. อายุที่เพิ่มขึ้นคือตัวการสำคัญที่สุด

โอเคไม่เห็นมีอะไรน่าตกใจเลย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางผิวหนังเรียกสิ่งนี้ว่ากฎ 50-50-50 ซึ่งหมายความว่าประชากรร้อยละ 50 จะมีผมหงอกประมาณ 50% เมื่ออายุ 50 ปีและการเปลี่ยนแปลงของเส้นผมจะขึ้นอยู่กับอายุที่เพิ่มขึ้นไม่แตกต่างจากผิวหนัง

2. เชื้อชาติ

ชาวคอเคเซียนมีแนวโน้มที่จะมีผมหงอกเร็วที่สุดโดยเฉพาะผู้ที่มีผมสีแดง ตามด้วยชาวเอเชียและชาวแอฟริกัน-อเมริกัน ทว่านักวิทยาศาสตร์ยังไม่พบสาเหตุที่ชัดเจน

3. ความเครียด

ความเครียดอาจไม่ได้ทำให้คุณมีผมหงอกโดยตรง แต่ความเครียดก็มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับปัญหาผิวหนังและเส้นผม ยกตัวอย่างเช่นเมื่อไม่สบายผมของผู้ป่วยจะร่วงอย่างรวดเร็ว และหลังจากการรักษาโรค เช่น การทำเคมีบำบัด ผมที่งอกขึ้นมาใหม่ก็อาจจะมีสีเปลี่ยนไปจากเดิม

4. วิถีชีวิต

ยกตัวอย่างเช่นการสูบบุหรี่จะส่งผลกระทบต่อผิวหนังและเส้นผม การมีระดับวิตามินบี 12 ต่ำจะทำให้เม็ดสีในเส้นผมจางลง ดังนั้นควรรับประทานอาหาร เช่น ตับและแครอท ขณะที่อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน สารอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระจะช่วยปกป้องเซลล์จากสารพิษและช่วยป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ หรืออาจรวมถึงผมหงอกด้วย!

5. เส้นผมกับเม็ดสีทำงานแยกกัน

เซลล์ต้นกำเนิดเส้นผมจะช่วยสร้างเส้นผม ขณะที่เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดสีก็จะสร้างเม็ดสี โดยปกติพวกมันจะทำงานร่วมกัน แต่บางครั้งก็เสื่อมสภาพลงก่อนถึงเวลาอันควร บรรดานักวิจัยจึงพยายามคิดค้นยาหรือสิ่งที่สามารถใช้ได้กับหนังศีรษะเพื่อชะลอกระบวนการเกิดผมหงอก (การย้อมผมคือการเคลือบสีลงไปบนเส้นผมเท่านั้น ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของเส้นผมแต่อย่างใด

6. ผมของคุณไม่ได้เปลี่ยนสีเป็นผมหงอก

ผมแต่ละเส้นจะมีอายุประมาณ 1-3 ปีจากนั้นก็หลุดออกและงอกขึ้นมาใหม่ เมื่อคุณแก่ตัวลงมีแนวโน้มว่าผมที่งอกขึ้นมาใหม่จะมีสีขาว เนื่องจากเซลล์ที่สร้างเม็ดสีมีการเสื่อมสภาพลง

Blogger : Karen Springen

Source : goodhousekeeping.com