Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

Things No One Bothers to Tell You About Losing Weight
7 สิ่งที่ไม่มีใครเคยบอกเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก

สิ่งที่ไม่มีใครเคยบอกเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก

เมื่อพูดถึงการลดน้ำหนัก สูตรง่ายๆคืออาหารและการออกกำลังกาย อย่างไรก็ดีการรับประทานในปริมาณที่น้อยบวกกับการโหมออกกำลังกายไม่ได้แปลว่าน้ำหนักจะหายไป น้ำหนักไม่สามารถบอกได้ถึงไขมันที่ซ่อนอยู่

ในแต่ละปีชาวอเมริกันประมาณ 45 ล้านคนจะอดอาหารและใช้จ่ายเงินเป็นมูลค่า 33 พันล้านเหรียญต่อปีเพื่อซื้อผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก ปกติคนที่ควบคุมอาหารมักพยายามกำจัดไขมันส่วนเกินราว 4-5 ครั้งต่อปี การทำความเข้าใจเกี่ยวกับร่างกายและน้ำหนักของตัวเองควบคู่ไปกับการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพและแผนการออกกำลังกายที่เหมาะสมจะทำให้ร่างกายได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์

1. คุณสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการเผาผลาญได้

การเผาผลาญอาหารมีส่วนเชื่อมโยงกับน้ำหนัก แต่การเผาผลาญอาหารช้าไม่ได้เป็นสาเหตุของน้ำหนักส่วนเกิน การบริโภคอาหารและเครื่องดื่มพร้อมกับการออกกำลังกายต่างหากที่เป็นตัวกำหนดน้ำหนัก อย่างไรก็ตามคุณสามารถเร่งกระบวนการเผาผลาญแคลอรี่ให้มากขึ้นได้

จากการศึกษาในปี 2014 เรื่อง Strength and Conditioning Research พบว่าการฝึกความแข็งแรงให้กับร่างกาย (การสร้างกล้ามเนื้อ เช่นการเล่นเวทและยกน้ำหนัก) จะช่วยเร่งการเผาผลาญแคลอรี่ได้มากขึ้นประมาณ 2 เท่าต่อนาที ซึ่งกระบวนการเผาผลาญจะขึ้นอยู่กับสิ่งที่รับประทานและการออกกำลังกาย

2. คุณสามารถอ้วนไปพร้อมกับการมีสุขภาพดีได้

ความเข้าใจผิดๆมักมีเรื่องขนาดเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ยิ่งผอมยิ่งสุขภาพดีได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผิด จากการสำรวจพบว่าผู้ใหญ่ชาวอเมริกัน 5,440 คนซึ่งมีน้ำหนักเกินมาตรฐานจำนวนร้อยละ 51 และคนที่อยู่ในเกณฑ์อ้วนจำนวนร้อยละ 32 จะมีปริมาณคลอเรสเตอรอล น้ำตาลในกระแสเลือดและความดันโลหิตในระดับปกติท่ามกลางตัวชี้วัดสุขภาพมากมาย ดังนั้นความอ้วนไม่ได้บ่งบอกว่าคุณสุขภาพแย่เสมอไป เพราะคนที่มีรูปร่างผอมบางคนก็มีปัญหาเกี่ยวกับคลอเรสเตอรอลและไขมันในเส้นเลือดได้เช่นกัน

3. การลดน้ำหนักแต่เนิ่นๆและรวดเร็วช่วยได้

ทำทุกอย่างช้าๆแต่ว่ามั่นคงสามารถช่วยได้ในทุกการแข่งขันยกเว้นในเรื่องลดน้ำหนัก การศึกษาในปี 2010 เรื่อง Behavioral Medicine พบว่าผู้หญิงที่ลดน้ำหนักในอัตราที่เร็วมากกว่า 1.5 ปอนด์ต่อสัปดาห์สามารถลดน้ำหนักได้มากกว่าผู้หญิงที่ลดน้ำหนักในอัตราที่ช้ากว่าประมาณครึ่งปอนด์หรือน้อยกว่านั้น เนื่องจากการลดน้ำหนักในอัตราที่เร็วจะช่วยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารและนิสัยในการออกกำลังกาย

4. การออกกำลังกายมากขึ้นไม่ได้หมายความว่าคุณจะลดน้ำหนักได้มากขึ้น

การออกกำลังกายเป็นสูตรสำคัญในการลดน้ำหนัก แค่วันละ 30 นาทีก็สามารถลดน้ำหนักได้แล้ว การศึกษาใน ปี 2012 พบว่าผู้ชายที่ออกกำลังกายทุกวันๆละ 30 นาทีจะลดน้ำหนักได้ราว 7 ปอนด์ (ในระยะเวลา 13 สัปดาห์) ส่วนผู้ที่ออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมงจะลดได้เพียง 5 ปอนด์ สรุปสั้นๆว่าการออกกำลังกายระยะสั้นจะช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องใช้เวลามาก

5. นอนหลับมากทำให้น้ำหนักลด

ระยะเวลาในการนอนหลับสามารถส่งผลโดยตรงต่อมวลร่างกายโดยรวม การศึกษาในปี 2014 พบว่าคนที่ควบคุมน้ำหนักซึ่งใช้เวลาในการนอน 8 ชั่วโมงครึ่งต่อคืนจะทำให้ไขมันในร่างกายลดลงไปประมาณร้อยละ 56 เมื่อเทียบกับผู้ที่นอนแค่ 5 ชั่วโมงครึ่งต่อคืน ผลกระทบต่อการอดนอนส่งผลต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับและความอยากอาหารของคนเรา นั่นคือฮอร์โมนเลปติน (Leptin) และเกรลิน (Ghrelin) ซึ่งหมายความว่าคุณจะหิวมากขึ้นและมีพฤติกรรมการกินที่แย่ลง นักวิจัยชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมการนอนหลับมีอิทธิพลต่อการลดน้ำหนักแน่นอน

6. การเขียนสามารถปลดปล่อยน้ำหนักตัวได้

มองข้ามดัมเบลไปก่อนและหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาเดี๋ยวนี้! การฝึกเขียนสามารถทำให้น้ำหนักตัวลดลง รวมถึงดัชนีมวลกาย (BMI) และรอบเอว การศึกษาในปี 2012 พบว่าการเขียนบันทึกรายการต่างๆ เช่น ความสัมพันธ์ การเมือง และศาสนาจะช่วยให้ผู้ที่กำลังลดน้ำหนักสามารถควบคุมพฤติกรรมการกินได้มากขึ้น

7. การกินดาร์กช็อคโกแลตช่วยลดรอบเอวได้

ดูเหมือนว่าการกินดาร์กช็อคโกแลตทุกวันเพื่อลดน้ำหนักจะฟังดูขัดๆพิลึกแต่ก็น่าลอง การศึกษาในปี 2011 พบว่าสารต้านอนุมูลอิสระในโกโก้จะช่วยให้หนูอ้วนที่กำลังป่วยเป็นเบาหวานมีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นและช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดแดง ฟลาโวนอยด์ในโกโก้จะช่วยทำให้ร่างกายทนทานต่อกลูโคสดีขึ้นและป้องกันโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ ดังนั้นกินไปเลยไม่ต้องกังวลเพราะดาร์กช็อคโกแลตจะช่วยลดน้ำหนักได้ผลดีกว่าการกินสลัดและการออกกำลังกายเสียอีก

Blogger : Libby Birk

Source : skinnymom.com