Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

ผิวพรรณจะสดใสมีออร่า
ถ้าเราเลิกรับประทานอาหารที่ผ่านการปรุงด้วยความร้อน

ผิวสดใสมีออร่าถ้าเลิกทานอาหารที่ปรุงด้วยความร้อน

จากประสบการณ์และชีวิตของตัวเองพบว่าร้อยละ 60 ของอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนจะทำให้ผิวพรรณของคนเราเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 3 สัปดาห์ และนี่คือ 5 เหตุผลที่คุณควรเลือกรับประทานอาหารเน้นผักผลไม้และไม่ปรุงด้วยความร้อนเพื่อผิวพรรณผุดผ่องจากภายในสู่ภายนอก

1. อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนมีเอนไซม์มากกว่าอาหารปรุงสุก

เอนไซม์มีส่วนสำคัญกับทุกปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น การย่อยอาหาร การสร้างพลังงาน การดูดซึมสารอาหาร และการผลิตฮอร์โมนที่ขจัดสารพิษ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีบทบาทสำคัญในการสร้างสุขภาพที่ดีและความงามของคุณ นอกจากนี้เอ็นไซม์ยังสามารถซ่อมแซมดีเอ็นเอและอาร์เอ็นเอซึ่งจะช่วยเสริมสร้างพลังงานและการหมุนเวียน รวมถึงซ่อมแซมเซลล์ผิวของเราได้ด้วย การขาดเอ็นไซม์ในอาหารอาจทำให้เกิดการสะสมของสารพิษซึ่งทำให้ผิวหมองคล้ำ ชะลอการเผาผลาญ และลดการผลัดเซลล์ผิวใหม่จนนำไปสู่ริ้วรอยก่อนวัย เอ็นไซม์เพื่อผิวสวยจำนวนมากที่พบได้ในอาหารจะถูกทำลายเมื่อมีการปรุงสุก ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนจะทำให้สามารถสกัดเอ็นไซม์ได้มากขึ้น ส่งผลดีต่อกระบวนการเผาผลาญอาหาร พร้อมกับแบ่งเบาภาระในระบบย่อยอาหารของเราด้วย

แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องงดทำอาหาร เพียงดูแลผักใบเขียวให้สดใหม่อยู่เสมอ ปรุงอาหารด้วยอุณหภูมิต่ำมากๆเพื่อให้เอ็นไซม์ส่วนใหญ่ยังคงอยู่ ผักใบเขียวที่เหมาะกับการดูแลผิวพรรณมากที่สุดคือผักร็อกเกต ผักกาดหอม ดอกแดนดิไลออน ผักสวิสชาร์ด ผักสลัดน้ำ และผักคะน้า เนื่องจากอุดมไปด้วยเอ็นไซม์และแร่ธาตุ ขณะที่ผลไม้ได้แก่สับปะรดซึ่งเต็มไปด้วยโบรมีเลนที่จะช่วยในการย่อยโปรตีน ลดการอักเสบ และเร่งกระบวนการรักษาและฟื้นตัว อาหารหมักดองก็เป็นอีกวิธีที่ยอดเยี่ยมและยังดีต่อเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ แค่รับประทานกะหล่ำปลีดอง (ของเยอรมัน) กิมจิหรือผักดอง 1-2 ช้อนโต๊ะก็เพียงพอแล้ว

2. อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนอุดมไปด้วยไฟโตอีสโตรเจน

ไฟโตอีสโตรเจนคือสารที่พบได้ในอาหารจากพืชที่เลียนแบบผลของเอสโตรเจน มีการศึกษาพบว่าพวกมันสามารถยับยั้งการสูญเสียเอสโตรเจน รวมถึงชะลอการสูญเสียคอลลาเจนและอีลาสตินซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพผิว อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อน เช่น เมล็ดแฟล็กซ์ ถั่วเขียว ทับทิม และเมล็ดพืชล้วนอุดมไปด้วยไฟโตอีสโตรเจน เมล็ดแฟล็กซ์คือแหล่งลิกนินชั้นดีซึ่งเป็นสารอีกประเภทของไฟโตอีสโตรเจนและมีสรรพคุณต้านการอักเสบ

3. อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนจะช่วยแบ่งเบาการทำงานของตับ

ตับเป็นอวัยวะสำคัญที่เราต้องดูแลเมื่อพูดถึงสุขภาพผิว เนื่องจากตับมีหน้าที่ขับสารพิษและจัดเก็บรวมถึงกระจายสารอาหารที่จำเป็น หากตับทำงานหนักเกินไปก็มีแนวโน้มที่จะกำจัดสารพิษผ่านทางผิวหนัง อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนมักจะดีต่อตับเนื่องจากปลอดสารพิษ ฮอร์โมน และยาปฏิชีวนะที่พบในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ที่สำคัญอาหารเหล่านี้ยังมีกากใยและน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก อัดแน่นไปด้วยสารอาหารและสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นผลดีต่อตับ

มะนาว กระเทียม หัวหอม บีทรูท ผักโขม และแอปเปิ้ลล้วนมีประโยชน์ต่อตับ ทั้งส่งเสริมการทำงานของน้ำดีซึ่งจะช่วยในการขจัดสารพิษและช่วยตับในการล้างพิษ คุณสามารถใส่อาหารทั้งหมดนี้ลงไปในสลัดและน้ำสลัดหรือทำเครื่องดื่มสมู้ทตี้กับผักสีเขียว แอปเปิ้ล บีทรูท เบอรี่ เมล็ดแฟล็กซ์ และสับปะรดเพื่อบำรุงสุขภาพความงามทั้งหมด

4. อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนจะมีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง

ความชุ่มชื้นคือหนึ่งในตัวแปรที่สำคัญที่สุดในรูปลักษณ์ของความอวบอิ่ม สุขภาพดี และผิวพรรณอ่อนเยาว์ ผิวหนังประกอบไปด้วยน้ำราวร้อยละ 64 ดังนั้นเราควรเพิ่มความชุ่มชื้นจากภายในสู่ภายนอก เมื่อเราปรุงอาหารปริมาณน้ำจำนวนมากจะหายไป ดังนั้นการรับประทานอาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนจะช่วยเพิ่มน้ำและสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิว ขณะที่การแช่ถั่วและเมล็ดพืชจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อผิวพรรณของคุณ อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนที่มีปริมาณน้ำสูงสุดได้แก่ แตงกวา แตงโม คื่นช่าย สตรอว์เบอร์รี่ ผักกาดหอม กะหล่ำปลีสีเขียว และมะเขือเทศ

5. อาหารที่ไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อนจะอุดมไปด้วยกากใย

กากใยมีหน้าที่ “ปัดกวาด” ขยะส่วนเกินในร่างกายออกไปได้ดีที่สุด เนื่องจากมันจะ “กวาด” สารพิษ ฮอร์โมน และไขมันที่ไม่ต้องการในลำไส้และช่วยลดผลกระทบของอินซูลินส่วนเกินและเอสโตรเจนที่ทำให้เกิดความมัน สิว และผิวอักเสบ อาหารสุดโปรดที่อุดมไปด้วยกากใยของฉันคือเมล็ดเจียผสมกับเมล็ดแฟล็กซ์ เพียงเติมลงไปในเครื่องดื่มสมู้ทตี้หรือข้าวต้มประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ คุณก็จะได้รับอาหารผิวที่อัดแน่นไปด้วยโอเมก้า 3 นอกจากนี้เมล็ดเจียกับเมล็ดแฟล็กซ์ก็ยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกอย่างคือพวกมันจะไม่ขยายตัวเหมือนกับกากใยประเภทอื่นๆ

Blogger : Anna Mitsios

Source : mindbodygreen.com