Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Myths About Yoga You Can Stop Believing Right Now
8 ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโยคะที่คุณควรหยุดได้แล้ว

ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโยคะที่ควรหยุดได้แล้ว

เป็นที่รู้กันดีว่าโยคะสามารถทำให้ร่างกายของคุณยืดหยุ่นกว่าเดิมได้ นอกจากนี้คุณจะยังได้ประโยชน์จากการฝึกโยคะเป็นประจำอีกด้วย แต่ Ashleigh Sergeant ผู้เชี่ยวชาญด้านโยคะจะมาช่วยขจัดความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโยคะและอธิบายว่าเหตุใดโยคะจึงเป็นกิจกรรมที่เหมาะสำหรับทุกคน

1. คุณต้องมีร่างกายยืดหยุ่นและแข็งแรงเพื่อฝึกโยคะ

หลายคนมักพูดว่า “ฉันฝึกโยคะไม่ได้ ฉันยังตัวอ่อนไม่พอ” แต่ก็มีประเภทของโยคะที่เหมาะสำหรับทุกคน คุณไม่จำเป็นต้องมีร่างกายยืดหยุ่นหรือแข็งแรงระดับนักกีฬาเพื่อฝึกโยคะ การฝึกโยคะควรมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ตรงกับความต้องการของแต่ละคน เช่น หากกล้ามเนื้อตึงเกินไป..โยคะก็จะช่วยผ่อนคลาย หากกล้ามเนื้ออ่อนเหลวมากเกินไป..มันก็จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง เป็นต้น

2. โยคะคือการออกกำลังกาย

หากใครสักคนกำลังทำท่าอาสนะคุณก็คงบอกไม่ได้ว่าเขากำลังฝึกโยคะหรือทำอะไรอยู่ อันที่จริงโยคะเป็นการฝึกสมาธิอย่างหนึ่ง..ไม่ใช่แค่การทำท่าหรือออกกำลังกายเพียงเท่านั้น การฝึกร่างกายจะถูกมองว่าเป็น “โยคะ” หากคุณมีสติอยู่กับร่างกายทุกส่วนและสามารถหายใจได้อย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นคุณสามารถฝึกโยคะขณะวิ่ง ทำอาหาร และล้างจานได้หากคุณมีสมาธิอยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่

3. ความแข็งแรงคือประโยชน์ขั้นแรกของการฝึกโยคะ

แนวคิดของการฝึกโยคะเพื่อความแข็งแรงคือแนวคิดของชาวตะวันตกซึ่งมีมาตั้งแต่เมื่อ 100 ปีก่อน นอกจากนี้ว่ากันว่าประโยชน์ที่สำคัญมากอีกอย่างของโยคะคือช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ บรรเทาความตึงเครียด ความเจ็บปวด และความวิตกกังวล

ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโยคะที่คุณควรหยุดได้แล้ว

4. การฝึกโยคะต้องหายใจเข้าลึกๆ

มีการฝึกโยคะหลายท่าที่ต้องอาศัยการหายใจ ยกตัวอย่างเช่น คุณสามารถควบคุมความยาวในการหายใจเข้าออกเพื่อบรรเทาความเหนื่อยล้าหรืออาการกระวนกระวายใจ ทว่าการหายใจลึกเกินไปก็อาจทำให้ความเครียดทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้จุดประสงค์คือเพื่อให้ลมหายใจไหลเวียนอย่างปกติและเป็นธรรมชาติ ร่างกายจึงสามารถควบคุมอารมณ์และผ่อนคลายความวิตกกังวลได้

5. การฝึกโยคะปฏิบัติได้แค่บนเสื่อเท่านั้น

ขณะฝึกโยคะคุณอาจคิดว่า “เจ็บจัง ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว” แต่คุณสามารถเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและปรับเปลี่ยนท่าทางการเคลื่อนไหวได้..แม้กระทั่งตอนที่อยู่นอกชั้นเรียน ยกตัวอย่างเช่น คุณกำลังอยู่ท่ามกลางจราจรที่ติดขัดหรือระหว่างการสนทนาที่ตึงเครียด คุณสามารถหายใจเข้าออกลึกๆและผ่อนคลายในสถานการณ์ปัจจุบันได้..โดยที่ไม่ต้องใช้เสื่อ

6. โยคะทุกประเภทมีลักษณะการฝึกที่ค่อนข้างคล้ายกันมาก

หากคุณฝึกโยคะแล้วรู้สึกไม่ชอบก็ไม่ควรทึกทักเอาเองว่าโยคะไม่เหมาะกับคุณ แต่มันอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าชั้นเรียนหรือครูฝึกสอนไม่ตรงกับเจตนาในการฝึกโยคะของคุณในขณะนั้น หากคุณต้องการความแข็งแรงควรเลือกการออกกำลังกายแบบเรียกเหงื่อ หากคุณต้องการรักษาอาการบาดเจ็บก็มีรูปแบบเพื่อการบำบัด หากคุณต้องการนอนหลับให้สนิทหรือบรรเทาอาการวิตกกังวลก็มีการฝึกโยคะที่สามารถช่วยได้เช่นกัน

ความเชื่อผิดๆเกี่ยวกับโยคะ

7. คุณต้องไปฝึกโยคะที่สตูดิโอ

การฝึกโยคะกับครูฝึกมีประโยชน์มาก แต่การสร้างความสัมพันธ์กับตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คุณสามารถเลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเองไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือตารางการทำงานในวันนั้น หากคุณไม่แน่ใจว่าจะเริ่มตรงไหนขอแนะนำว่าควรมองหาครูฝึกและชั้นเรียนออนไลน์ สุดท้ายคุณจะรู้สึกสบายใจเมื่อได้ฝึกโยคะตามลำพัง

8. ความก้าวหน้าในการฝึกสามารถดูได้จากท่าสะพานโค้งและการทรงตัวด้วยแขน

โยคะมักจะถูกนำเสนอในสื่อโซเชียลว่าเป็นการฝึกที่ต้องโพสท่าแปลกๆ แต่จริงๆคุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักกายกรรมจึงจะฝึกได้ แก่นแท้ของการฝึกโยคะคือการพัฒนาการตระหนักรู้ในการวัดความก้าวหน้าของตัวเอง คุณสามารถวัดได้จากความรู้สึก “คุณรู้สึกปวดหรือเกร็งน้อยลงไหม?” และ “คุณสามารถทนและรู้สึกกังวลน้อยลงไหม?” และสุดท้ายโยคะก็คือการหาวิธีที่จะมีความสุขกับชีวิตมากขึ้นนั่นเอง

Blogger : Nikki Naab-Levy

Source : greatist.com