Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

Is Running Making You Look Older?
การวิ่งทำให้หน้าแก่..จริงไหม?

การวิ่งทำให้หน้าแก่จริงไหม

การวิ่งคือรูปแบบหนึ่งของการออกกำลังกายที่มาพร้อมกับคุณประโยชน์หลายอย่าง เช่น ผ่อนคลายความเครียด นอนหลับดีขึ้น ทำให้สมองปลอดโปร่ง และเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง แต่การศึกษาล่าสุดได้ตั้งข้อสงสัยว่าการวิ่งทำให้คนเราดูแก่ลงจริงหรือ? ทฤษฎี “Runner’s Face” คือการที่ใบหน้าเด้งซ้ำๆขณะวิ่งจนทำให้ใบหน้าซูบผอมแต่สามารถ “แก้ไข” หรือ “รักษา” ได้ด้วยการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์

ทฤษฎี “Runner’s Face” มาจากไหน?

การออกกำลังกายอย่างหนักสามารถทำให้ผิวเสื่อมสภาพได้อันเนื่องมาจากการสร้างอนุมูลอิสระหรือภาวะความไม่สมดุลของอนุมูลอิสระที่เพิ่มขึ้น ร่างกายของคนเราจะสร้างอนุมูลอิสระเมื่อรู้สึกกดดันหรือเครียด ดังนั้นร่างกายจึงต้องอาศัยสารต้านอนุมูลอิสระทั้งที่ผลิตเองในร่างกายหรือบริโภคเข้ามาเพื่อต่อสู้กับผลกระทบดังกล่าว เมื่อเกิดภาวะความไม่สมดุลของอนุมูลอิสระบนผิวหนังก็จะทำให้เกิดริ้วรอยแห่งวัยเนื่องจากการลดลงของคอลลาเจนกับอีลาสตินซึ่งทำให้เกิดการหย่อนคล้อยและอาจเป็นสาเหตุของ Runner’s Face วิธีแก้ง่ายๆเพียงรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงและมีความสมดุล เช่น ผักใบเขียวและผลไม้ ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่เช่นเซรั่มวิตามินซีก็มีประโยชน์ต่อผิวหนังเช่นกัน

แสงแดดกับมลพิษทางอากาศก็เป็นปัจจัยที่ควรพิจารณา

นักวิ่งที่นิยมวิ่งกลางแจ้งอาจต้องเผชิญกับภาวะความไม่สมดุลของอนุมูลอิสระ ขณะเดียวกันก็อาจเป็นเพราะแสงแดดหรือน้ำหนักตัวลดลงจนใบหน้าซูบผอม การถูกแสงแดดมากเกินไปจะทำให้สีผิวไม่สม่ำเสมอ ผิวหนังหนา สูญเสียความอิ่มเอิบ และเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ดังนั้นคุณควรปกป้องผิวด้วยครีมกันแดดและออกกำลังกายในปริมาณที่พอดี

การขยับขึ้นๆลงๆไม่มีอะไรน่าห่วง

การขยับขึ้นๆลงๆจากการวิ่งไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คุณแก่เร็วขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นในระดับเซลล์ต่างหาก การออกกำลังกายคือองค์ประกอบสำคัญของสุขภาพที่แข็งแรงและจะส่งผลต่อผิวในเชิงบวกโดยเฉพาะการฝึกคาร์ดิโอซึ่งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและลำเลียงออกซิเจนกับสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่ผิว ผิวจะได้รับการซ่อมแซมและมีการผลิตคอลลาเจนเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็มีการสร้างเซลล์ใหม่และขจัดสารพิษต่างๆออกไป เหงื่อที่ร่างกายหลั่งออกมาขณะออกกำลังกายนั้นก็ส่งผลดีต่อผิวเนื่องจากเป็นการกำจัดของเสียในร่างกายเช่นสารยูเรียและแอมโมเนีย นอกจากนี้ก็ยังช่วยในการผลิตไขผิวหนังซึ่งหลั่งออกมาจากต่อมไขมันด้วย ทั้งสารยูเรียและไขผิวหนังจะช่วยทำให้ผิวอ่อนนุ่มและชุ่มชื้นขึ้น

การศึกษายังพบอีกว่าเหงื่อสามารถป้องกันเชื้อแบคทีเรียอย่างสแตฟีโลคอคคัส ออเรียสและอีโคไลได้ด้วย อย่างไรก็ตามเหงื่อมีสิ่งสกปรกปนเปื้อนไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางและมลพิษซึ่งจะสะสมและอุดตันรูขุมขนจนทำให้เกิดสิวหรือรูขุมขนอักเสบได้ สุดท้ายการออกกำลังกายจะช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดในร่างกาย ดังนั้นวางใจได้เลยว่าคุณจะไม่เป็นโรคผิวหนังร้ายแรงอย่างโรคผิวหนังอักเสบ โรคสะเก็ดเงิน และสิวอย่างแน่นอน

กุญแจสำคัญคือทำทุกอย่างแต่พอดี

รายงานเก่าๆอ้างว่าการวิ่งหรือออกกำลังกายมากเกินไปอาจส่งผลให้แก่เร็วกว่ากำหนดขณะที่หลักฐานอื่นๆกลับชี้ว่าการออกกำลังกายจะยิ่งทำให้ผิวพรรณดูอ่อนเยาว์ ไม่ต่างจากคำพูดที่ว่าการดื่มไวน์เพียงเล็กน้อยนั้นดีต่อสุขภาพแต่ถ้ามากเกินไปก็กลายเป็นโทษนั่นเอง เราเรียนรู้ว่าทุกอย่างต้องทำในปริมาณที่พอดี แต่ถ้ากดดันตัวเองมากเกินไปร่างกายอาจได้รับผลกระทบในทิศทางตรงกันข้าม คุณต้องตักตวงความสุขแต่พอดีซึ่งหมายถึงการเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจให้เท่ากับร้อยละ 40-60 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุดเป็นจำนวน 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ทุกคนควรออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกายและหัวใจรวมถึงเนื้อเยื่อให้แข็งแรง รับรองว่าใบหน้าจะดูอ่อนเยาว์และไร้ริ้วรอยอย่างแน่นอน

Blogger : Julia Brucculieri

Source : huffpost.com