Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

Ease The Ouch With 6 Home Burn Remedies
6 ยาบรรเทาแผลไหม้พุพองที่สามารถหาได้ภายในบ้าน

ยาบรรเทาแผลไหม้พุพองที่สามารถหาได้ภายในบ้าน

เมื่อไม่นานมานี้ฉันใช้เครื่องหนีบผมและทิ้งรอยไหม้ขนาดมหึมาไว้บนหน้าผากของตัวเอง นอกจากนี้ฉันยังมีแผลไหม้ที่มือหลังจากวันขอบคุณพระเจ้าด้วย อาจดูเหมือนว่าเป็นอุบัติเหตุเล็กน้อยแต่ก็เจ็บไม่ใช่เล่นนะ! ที่สำคัญอาจจะเป็นแผลเป็นได้หากรักษาไม่ถูกต้อง คุณไม่จำเป็นต้องใช้น้ำแข็งหรือเนยแต่น่าจะต้องเริ่มปลูกว่านหางจระเข้เอาไว้บ้าง (หากไม่แน่ใจว่าบาดแผลรุนแรงแค่ไหนควรปรึกษาแพทย์) และนี่คือสิ่งของ 6 อย่างที่สามารถหาได้ภายในบ้านเพื่อรักษาแผลไหม้พุพอง

1. น้ำเย็น

อย่างแรกคุณต้องเปิดน้ำเย็นให้ไหลผ่านบาดแผลแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำเย็นจัด เนื่องจากอาจทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม น้ำเย็นจะช่วยหยุดการไหม้ที่ลุกลามบนผิวหนังและทำให้ชาบริเวณบาดแผลเพียงชั่วคราว

2. ว่านหางจระเข้

ตัดชิ้นส่วนของว่านหางจระเข้สดและนำมาทาบริเวณบาดแผล ว่านหางจระเข้จะทำให้บาดแผลเย็นลงและเพิ่มความชุ่มชื้น อย่างไรก็ตามคุณสามารถดื่มน้ำว่านหางจระเข้หรือจะใส่เข้าไปในเครื่องดื่มสมูธตี้ด้วยก็ได้

3. น้ำผึ้ง

หากเกิดแผลไหม้ระหว่างทำอาหาร น้ำผึ้ง (ถ้าเป็นน้ำผึ้งสดจะดีที่สุด) จะช่วยระบายความร้อนและทำให้ผิวซ่อมแซมตัวเองได้เร็วขึ้น ทางที่ดีควรทาบ่อยๆและการใส่น้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินท์เข้าไปสัก 2 หยดจะช่วยทำให้บาดแผลหายเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังมียารักษาอื่นๆที่สามารถหาได้ในครัวอีก เช่น เปลือกกล้วย มันฝรั่งสด หรือเบคกิ้งโซดาผสมน้ำอุ่น

4. ลาเวนเดอร์

น้ำมันหอมระเหยลาเวนเดอร์เป็นอีกวิธีรักษาที่ง่ายที่สุด ใส่ลงไปในบาดแผลเพียง 1-2 หยดก็สามารถบรรเทาอาการปวดและป้องกันการเกิดแผลเป็นได้แล้ว

5. น้ำมันดอกดาวเรือง

คุณสามารถแช่น้ำมันดอกดาวเรืองเพื่อผ่อนคลายหรือจะนำมาใช้ต้านเชื้อแบคทีเรียก็ได้ เนื่องจากมันมีสรรพคุณในการรักษาผิว ลดรอยแผลเป็น และทำให้ผิวรู้สึกผ่อนคลาย

6. ยาทาแผลที่มีส่วนผสม 2 สูตร

ผสมน้ำมันมะพร้าว 1 ออนซ์กับน้ำมันลาเวนเดอร์ 20 หยด จากนั้นใส่ไว้ในภาชนะที่ปิดสนิทและเก็บในที่แห้งและเย็น คุณสมบัติการต้านเชื้อแบคทีเรียของทั้งลาเวนเดอร์และน้ำมันมะพร้าวจะช่วยป้องกันการติดเชื้อ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ได้กับแผลมีดบาดหรือรอยถลอกเล็กๆ เพียงทายาบางๆลงไปที่บาดแผลและปิดด้วยพลาสเตอร์ยา

Blogger : Stephanie Gerber

Source : hellonatural.co