Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Headaches And Migraines
14 ปัจจัยที่เป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะและไมเกรน

ปัจจัยที่เป็นสาเหตุอาการปวดศีรษะและไมเกรน

ผู้คนมากกว่า 10 ล้านคนในสหราชอาณาจักรกำลังประสบกับอาการปวดศีรษะเป็นประจำ แต่อะไรคือสาเหตุของอาการเหล่านี้ล่ะ? การศึกษาปี 2017 พบว่ารูปแบบของเส้นขนาน (ลายทาง) อาจเป็นตัวการที่สำคัญอย่างหนึ่ง กลุ่มนักวิจัยในเนเธอร์แลนด์กล่าวว่ารูปแบบของลายทางจะส่งผลกระทบในแง่ลบแม้แต่ในสมองของผู้ที่แข็งแรงซึ่งทำให้รู้สึกอึดอัดและไม่สบาย อาการปวดศีรษะมีอยู่ไม่กี่ประเภทได้แก่ ไมเกรน ความเครียด การใช้ยา และการปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ ส่วนปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุมีดังต่อไปนี้

1. การใช้ยาหรือรับประทานยาแก้ปวดมากเกินขนาด

โดยปกติอาการปวดศีรษะประเภทนี้จะดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์หลังจากที่คุณหยุดรับประทานยาแก้ปวดที่เป็นสาเหตุ อย่างไรก็ตามอาการปวดอาจแย่ลงประมาณ 2-3 วันก่อนแล้วค่อยดีขึ้น

2. ภาวะขาดน้ำ

หากคุณดื่มน้ำไม่เพียงพอและเริ่มขาดน้ำสมองจะสูญเสียน้ำและหดตัวลงและถูกดึงออกจากกะโหลกศีรษะซึ่งทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ

3. ท่าทางที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

การนั่งหลังงออาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะชนิดบีบรัดซึ่งจะรู้สึกปวดศีรษะทั้งสองฝั่งไม่ต่างจากการถูกอะไรรัดไว้แน่น โดยปกติจะมีอาการตั้งแต่ 30 นาทีไปจนถึงหลายชั่วโมงหรือหลายวัน

4. ความเครียด

ความเครียดก็สามารถทำให้เกิดอาการปวดศีรษะชนิดบีบรัดได้ เมื่อคนเรารู้สึกเครียดบริเวณคอ บ่า ไหล่จะรู้สึกตึงซึ่งเป็นผลกระทบทางอ้อม นอกจากนี้ผู้ที่รู้สึกเครียดอาจชอบขบขากรรไกรหรือกัดฟันซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้เช่นกัน กลุ่มนักวิจัยพบว่าระดับความเครียดที่เพิ่มขึ้นทุกๆร้อยละ 10 จะทำให้โอกาสในการปวดศีรษะชนิดบีบรัดและไมเกรนเพิ่มขึ้นด้วย

5. อดอาหาร

การอดอาหารจะทำให้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจนอาจทำให้ปวดไมเกรนรุนแรงหรืออาการปวดศีรษะชนิดอื่นๆ

6. ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปจะทำให้ปวดศีรษะแบบตุบๆเนื่องจากเอทานอลจะไปขยายหลอดเลือดและความดันโลหิตก็จะต่ำลงจนทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ นอกจากนี้เอทานอลยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำได้

7. เป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่

เมื่ออุณหภูมิร่างกายเพิ่มสูงขึ้นหลอดเลือดก็จะขยายและทำให้ความดันในศีรษะเพิ่มขึ้น แถมอาการปวดศีรษะก็จะยิ่งแย่ลงหากรู้สึกปวดโพรงจมูกร่วมด้วย เมื่อคุณเป็นไข้หวัดใหญ่เยื่อเมือกบุผิวในโพรงจมูกจะอักเสบทำให้ความดันรอบๆใบหน้าและดวงตาเพิ่มขึ้นและจะยิ่งทำให้อาการปวดศีรษะแย่ลง

8. บาดเจ็บบริเวณศีรษะ

อาการบาดเจ็บที่ศีรษะและการถูกกระแทกสามารถทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ คุณอาจจะปวดศีรษะเล็กน้อย คลื่นไส้ เวียนศีรษะ และมองเห็นไม่ชัด ทางที่ดีคุณควรนั่งพักเมื่อมีอาการ หากอาการแย่ลงให้รีบไปแผนกฉุกเฉิน

9. ความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร

อาการปวดศีรษะอาจเกิดจากความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกรซึ่งส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อ “การเคี้ยว” และข้อต่อระหว่างขากรรไกรล่างและฐานกะโหลกศีรษะ

10. ไซนัสอักเสบ

อาการปวดศีรษะประเภทนี้ไม่ค่อยพบเห็นได้บ่อยและมีสาเหตุมาจากโพรงจมูกบวมซึ่งทำให้ความดันสะสมและปวดตุบๆบริเวณใบหน้าส่วนบน

11. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเกิดจากกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ตึงตัวและช่วยขยายทางเดินหายใจในช่องคอหย่อนทำให้ทางเดินหายใจแคบลงและหายใจลำบาก ผู้ที่มีอาการนี้อาจปวดศีรษะเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของระดับออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดและส่วนใหญ่มักจะปวดศีรษะทุกเย็นและทุกเช้าเนื่องจากการระบายอากาศที่แย่ลงขณะหลับ

12. การบริโภคคาเฟอีนมากเกินไป

การบริโภคคาเฟอีนมากเกินไปอาจทำให้เป็นไมเกรนและปวดศีรษะประเภทอื่นๆได้ อาการปวดศีรษะซ้ำจากฤทธิ์คาเฟอีนเกิดจากการถอนคาเฟอีนหลังจากที่บริโภคติดต่อกันนานเกินไป

13. ภาวะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงของผู้หญิง

อาการปวดศีรษะของผู้หญิงส่วนใหญ่เกิดจากฮอร์โมนและมีอย่างน้อยห้าล้านคนที่ปวดศีรษะประเภทนี้ทุกเดือน (หรือไมเกรนเวลามีประจำเดือน) นอกจากนี้อาจเกิดจากการรับประทานยาคุมกำเนิด วัยหมดระดู และกำลังตั้งครรภ์

14. จอคอมพิวเตอร์

การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันจะทำให้เกิดภาวะตาล้าและปวดศีรษะรวมถึงมีปัญหาในการโฟกัสสายตา ทางที่ดีคุณควรพักสายตาจากหน้าจอโดยการมองไปที่ไกลๆ จัดแสงไฟในออฟฟิศให้สว่างเพียงพอ และลงทุนซื้อจอด้าน

เมื่อไหร่ควรขอความช่วยเหลือ

ปกติอาการปวดศีรษะส่วนใหญ่สามารถรักษาได้ด้วยยาแก้ปวดและการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต แต่ก็มีสัญญาณเตือนว่าเมื่อไหร่คุณควรขอความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน หากคุณเกิดบาดเจ็บบริเวณศีรษะอย่างรุนแรง เช่น หกล้มหรือได้รับอุบัติเหตุคุณควรรีบไปที่แผนกอุบัติเหตุ&ฉุกเฉินทันที หรือจู่ๆถ้าคุณมีปัญหาในการพูดหรือจดจำสิ่งต่างๆไม่ได้ มองไม่ชัด รู้สึกง่วงนอนหรือมึนงง มีไข้สูง คอแข็ง ผื่นคันหรือมีอาการตาแดงข้างใดข้างหนึ่ง คุณควรขอความช่วยเหลือโดยทันที

Blogger : Natasha Hinde

Source : huffingtonpost.co.uk