Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

การรับประทานไข่ทุกวันไม่เป็นอันตราย
และลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคร้ายได้อีกด้วย

การรับประทานไข่ทุกวันไม่เป็นอันตราย

  • การศึกษาใหม่ชี้ว่าการรับประทานไข่ทุกวันอาจมีส่วนช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
  • ที่ผ่านมาว่ากันว่าไข่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นและเป็นสาเหตุของโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • การวิจัยล่าสุดชี้ว่าไข่จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอล “ดี” สูงขึ้นซึ่งช่วยปกป้องหัวใจได้

คุณอาจมีความสัมพันธ์รักๆเลิกๆกับไข่เนื่องจากนาทีนี้คุณอาจได้ยินว่าคอเลสเตอรอลของมันจะทำให้คุณเป็นโรคหัวใจ แต่นาทีถัดมากลับมีคำแนะนำว่าคุณควรรับประทานไข่ทั้งฟองเพื่อสุขภาพที่ดี อย่างไรก็ตามการศึกษาล่าสุดชี้ว่าการรับประทานไข่วันละหนึ่งฟองจะทำให้โอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองลดลง ผู้ที่รับประทานไข่ทุกวันจะมีโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจน้อยลงถึงร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่รับประทานไข่เลย ขณะเดียวกันโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมองก็ลดลงถึงร้อยละ 26 การศึกษาใหม่นี้อาจขัดกับคำแนะนำในยุค 1970 ซึ่งแนะนำว่าควรจำกัดการรับประทานไข่เพียงสัปดาห์ละ 2-4 ฟอง มิฉะนั้นจะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นและเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจด้วย ด้วยเหตุนี้ผู้คนจึงเชื่อว่าพวกเขาควรรับประทานแต่ไข่ขาวเท่านั้น เหตุใดจึงเปลี่ยน? กลุ่มนักวิจัยกล่าวว่าแม้ว่าคอเลสเตอรอลในไข่อาจทำให้ระดับคอเลสเตอรอล “ชนิดไม่ดี” เพิ่มขึ้น แต่มันก็สามารถทำให้ระดับคอเลอเตอรอลชนิดดีซึ่งจะช่วยปกป้องหัวใจสูงขึ้น นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพในการกำจัดคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีออกไปจากร่างกายได้อีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นโปรตีนของมันจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและทำให้คุณรับประทานอาหารน้อยลง ดังนั้นวิธีนี้จึงเหมาะในการควบคุมน้ำหนักตัว

กินไข่ทุกวันไม่เป็นอันตรายและลดโอกาสเสี่ยงเป็นโรคร้าย

การศึกษาในปี 2017 พบว่าการรับประทานไข่จะไม่เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจหรือโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ขณะที่การศึกษาในปี 1999 แนะนำว่าควรรับประทานไข่แค่วันละหนึ่งฟอง เมื่อคุณวางแผนที่จะรับประทานไข่ จงจำไว้ว่าไข่หนึ่งฟองใหญ่จะมีแคลอรี่ประมาณ 70 แคลอรี่ โปรตีน 6 กรัม และไขมัน 5 กรัม (ตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐ) เอาล่ะถ้าพร้อมแล้วก็รีบไปตอกไข่กันดีกว่า

Blogger : Jessica Migala

Source : womenshealthmag.com