Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

สงครามน้ำอัดลม
แคลอรี่ vs สารเคมี

น้ำอัดลม

มีการศึกษาพบว่าน้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่มที่มีการบริโภคมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากน้ำเปล่าในประเทศสหรัฐอเมริกา ชาวอเมริกันใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อน้ำอัดลมประมาณ 57 แกลลอน/คน/ปี ทั้งๆที่มีประเด็นในเรื่องของแคลอรี่และสารเคมีอันตรายที่ก่อให้เกิดโรคอ้วน แต่เราก็ยังติดมันงอมแงมใช่ไหม? หากคุณยังไม่ละทิ้งนิสัยดื่มน้ำอัดลมทีละ 1-2 ขวดต่อวันก็อาจถึงเวลาแล้วที่สาวๆต้องยอมรับการพ่ายแพ้ ไม่เชื่อใช่ไหม? ลองดูรายละเอียดด้านล่างสิ!

ปัญหาแคลอรี่

ปัญหาแคลอรี่ในน้ำอัดลม

หากคุณมีนิสัยชอบดื่มโค้กกระป๋องล้างปากหลังจากรับประทานอาหารเลี่ยนๆเข้าไป หรือเพิ่มปริมาณคาเฟอีนในช่วงบ่าย นั่นล่ะคุณกำลังรับแคลอรี่เข้าสู่ร่างกายมากเกินไป รู้หรือไม่ว่าในโค้ก 1 กระป๋องจะมีแคลอรี่เพียง 140 แคลอรี่ แต่มีน้ำตาลเกือบ 40 กรัม ตายแล้ว! อาจดูเหมือนไม่อันตรายเท่าไหร่กับการดื่มน้ำอัดลม 1-2 กระป๋อง แต่เมื่อน้ำอัดลมเข้าไปในร่างกายของเรา ตับอ่อนจะปล่อยอินซูลินเพื่อตอบสนองต่อน้ำตาลอย่างรวดเร็ว จากนั้นน้ำตาลจะเข้าสู่กระแสเลือดและถูกลำเลียงไปยังเซลล์เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงาน หากระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตับจะตอบสนองต่ออินซูลินโดยการกักเก็บน้ำตาลส่วนเกินและเปลี่ยนเป็นไขมัน ดังนั้นคุณบอกลาบิกินี่ไปได้เลย!

ปัญหาสารเคมี

ปัญหาสารเคมีในน้ำอัดลม

หากบอกว่าน้ำอัดลมสูตรไดเอทเป็นทางเลือกที่ปราศจากแคลอรี่ แต่น้ำตาลทั้งหมดนั้นจะถูกแทนที่ด้วยอะไรสักอย่างที่ทำให้คนเราติดใจในรสชาติ แล้วสารอะไรล่ะที่สร้างหายนะมหาศาลในร่างกายของเรา? สารเหล่านั้นจะช่วยเพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอด ได้แก่ กรดฟอสฟอริก โพแทสเซียมซิเตรท และสารแอสปาแตม โดยเฉพาะสารแอสปาแตมนั้นจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อระบบในร่างกายของเรา อันประกอบไปด้วยสารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ กรดแอสปาร์ติก ฟีนิลลาลานีน และเมทานอล ซึ่งเป็นพิษต่อร่างกาย ขณะเดียวกันสารแอสปาแตมก็สามารถนำไปสู่โรคร้ายแรงได้ เช่น เนื้องอกในสมอง เส้นโลหิตตีบตัน อัลไซเมอร์ เบาหวาน มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ปัญญาอ่อน และอีกมากมาย

นอกจากนี้ยังส่งผลข้างเคียงระยะสั้นด้วย ได้แก่

  • ละลายสารเคลือบฟัน : จำนวนน้ำตาลและกรดในน้ำอัดลมเมื่อรวมกันจะส่งผลให้สารเคลือบฟันหายไปและไม่สามารถแทนที่ได้อีก ดังนั้นควรดื่มเท่าที่จำเป็น!
  • โรคหืดหอบ : โซเดียมเบนโซเอตเป็นสารเคมีที่พบในน้ำอัดลมส่วนใหญ่ เป็นสารกันบูดที่เพิ่มโซเดียมให้กับเครื่องดื่มสุดโปรดของเรา และโซเดียมเบนโซเอตยังไปยับยั้งโพแทสเซียมที่มีอยู่ซึ่งอาจทำให้กลายเป็นโรคหืดหอบได้
  • ผลเสียต่อไต : น้ำอัดลมประกอบไปด้วยกรดฟอสฟอริกระดับสูงซึ่งไม่เป็นผลดีต่อไต ทำให้เกิดปัญหาในไตอย่างรุนแรง รวมทั้งโรคนิ่วในไตด้วย
  • เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ : หนึ่งในส่วนผสมที่อันตรายสุดๆของน้ำอัดลมคือน้ำเชื่อมข้าวโพดฟรุกโตส สารให้ความหวานที่สามารถทำให้เหยื่อตกอยู่ในภาวะที่เรียกว่าเมตาบอลิคซินโดรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวานและโรคหัวใจ
  • ภาวะแทรกซ้อนการสืบพันธุ์ : สำหรับผู้ที่ต้องการมีบุตร น้ำอัดลมคืออุปสรรคอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากน้ำอัดลมประกอบไปด้วยเรซินที่มีสารเคมี BPA ทำให้เกิดโรคมะเร็งที่สร้างความเสียหายต่อระบบต่อมไร้ท่อและมีผลต่อพัฒนาการของเด็ก

การศึกษาที่ Harvard พบว่าน้ำอัดลมที่เราดื่มในแต่ละวันสามารถเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 1.6 เท่า หากคุณไม่ต้องการรับความเสี่ยงก็ยังมีเครื่องดื่มชนิดอื่นๆที่คุณสามารถเลือกดื่มแทนได้ในครั้งต่อไป

Blogger : Katie Olson

Source : skinnymom.com