Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Are Fruity Desserts A Healthier Choice? Nutritionists Tell All
ขนมหวานที่ทำจากผลไม้มีประโยชน์ต่อสุขภาพหรือไม่?

ขนมหวานทำจากผลไม้มีประโยชน์ต่อสุขภาพหรือไม่

“ขนมหวาน” คำถามคือควรรับประทานหรือไม่ควร? เพราะแม้แต่ขนมหวานที่ทำจากผลไม้ก็ยังดูน่าสงสัยว่ามีประโยชน์จริงหรือ? คนรู้จักคนหนึ่งของฉันเพิ่งโพสต์ลงสื่อโซเชียลว่าเขานิยมรับประทานคุกกี้ข้าวโอ๊ตลูกเกดมากกว่าคุกกี้ช็อกโกแลตชิป ฉันเดาว่าคงเป็นเพราะข้าวโอ๊ตกับลูกเกดมีเส้นใยอาหารกับวิตามินต่างๆที่จำเป็น แต่เมื่อต้องเลือกระหว่างพายแอปเปิ้ลกับพายครีมช็อกโกแลตคุณค่าทางสารอาหารของผลไม้ในพายแอปเปิ้ลจะมีมากกว่าพายครีมช็อกโกแลตที่มีแต่ไขมันกับน้ำตาลหรือไม่? ผลไม้ยังมีคุณค่าทางสารอาหารเท่าเดิมหลังจากที่ผ่านการอบแล้วหรือไม่? เราเชื่อว่าขนมหวานมีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงๆหรือเราแค่หลอกตัวเองกันแน่?

คนเรายังสับสนกับความหมายที่แท้จริงของคำว่าโภชนาการ

การสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับการรับประทานอาหารของชาวอเมริกันโดยสภาข้อมูลอาหารนานาชาติ (IFIC) พบว่าผู้เข้าร่วมการทดลองมากกว่าหนึ่งในสามเลือกรับประทานโปรตีน ลดคาร์โบไฮเดรต งดน้ำตาล และอดอาหารสลับกันไป อย่างไรก็ตามศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคชี้ว่าชาวอเมริกันโดยเฉลี่ยบริโภคน้ำตาลมากกว่าปริมาณที่แนะนำในแต่ละวันเกือบถึงสามเท่าเลยทีเดียว! ขนมหวานที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นคำที่ฟังแล้วดูขัดกันมาก เนื่องจากส่วนผสมหลักของขนมหวานคือน้ำตาลซึ่งอาจทำให้เป็นโรคมะเร็งและโรคอัลไซเมอร์ได้ ดังนั้นเป้าหมายคือการหาอาหารที่จะทำให้คุณรู้สึกดีทั้งทางร่างกายและจิตใจ เมื่อพูดถึงขนมหวานพวกมันคือส่วนหนึ่งของชีวิตและฉันก็ไม่อยากให้ใครรู้สึกว่าพวกเขาไม่สามารถรับประทานขนมหวานได้ ไม่ต้องกลัวแต่อย่างน้อยควรเลือกรับประทานแต่พอดี ง่ายๆ เราควรเริ่มจากลดปริมาณน้ำตาลลงโดยการจำกัดให้เหลือเพียงหกช้อนชาสำหรับผู้หญิงและเก้าช้อนชาสำหรับผู้ชาย

ตัวอย่างคุกกี้

จากฐานข้อมูลของ USDA พบว่าน้ำตาล ไขมัน เส้นใยอาหาร และแคลอรี่ของคุกกี้ข้าวโอ๊ตลูกเกดนั้นมีปริมาณเท่ากับคุกกี้ช็อกโกแลตชิป มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะบอกได้ว่าขนมหวานที่ทำจากผลไม้นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพจริงหรือไม่ เราพิสูจน์โดยการให้ผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มหนึ่งรับประทานขนมหวานที่ทำจากผลไม้นานหลายปีขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งรับประทานขนมหวานที่ไม่ได้ทำจากผลไม้ ส่วนการเลือกรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตอื่นๆมีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด

จิตวิทยามีบทบาทสำคัญในการเลือกรับประทานอาหารของเรา

เมื่อพูดถึงการตัดสินใจว่าอาหารชนิดใดมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เรามักจะต้องเลือกวิธีใดวิธีหนึ่ง วิธีแรกคือการตัดสินใจด้วยตัวเอง เราจะมองว่าอาหารจากธรรมชาติหรือออร์แกนิกจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพของเรานี่คือกระบวนการคิดเชิงเทิดทูนหรือ Halo Effect ซึ่งการตลาดมีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวให้เราเชื่อแบบนี้ วิธีที่สองคือการตกลงกับตัวเองโดยการใช้เหตุผลประกอบกับแรงจูงใจและการอนุญาตด้านศีลธรรม เรียกง่ายๆคือบางครั้งเราก็ต้องหลอกตัวเองนั่นแหละ แรงจูงใจทางสังคมก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจเรื่องอาหาร หากคุณต้องการสั่งขนมหวานขณะที่ไม่มีคนอื่นสั่งเลยคุณอาจจะรู้สึกลังเลและคิดทบทวนอีกครั้ง

เรามีข้อสันนิษฐานแปลกๆเกี่ยวกับโภชนาการเพื่อต้องการหลอกลวงตัวเอง

ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับโภชนาการในระดับสูง ทว่าในทางกลับกันเราถนัดมากในเรื่องการหลอกลวงตัวเอง เรามักจะหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง เช่น การเลือกรับประทานคุกกี้ข้าวโอ๊ตลูกเกดเพื่อกลบเกลื่อนพฤติกรรมที่คิดว่าไม่ดีอย่างการรับประทานขนมหวาน เป็นต้น นักจิตวิทยาเรียกภาวะนี้ว่า “สิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด” คือการนำทุกอย่างมารวมกันและเลือกสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด เช่น ขนมหวานที่ทำจากผลไม้ซึ่งดูเหมือนว่าผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดจะเห็นพ้องต้องกันว่ามีประโยชน์ ขนมหวานคือสิ่งที่เรารับประทานเพื่อความสุขและความสุขก็ย่อมส่งผลดีต่อสุขภาพ ในทางกลับกันความเครียดกับความทุกข์คือปัจจัยที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ แน่นอนว่าเราควรเดินทางสายกลางเป็นหลัก แต่ในความคิดของฉันทางเลือกที่ส่งผลดีต่อสุขภาพมากที่สุดก็คือการรับประทานขนมหวานที่สร้างความเพลิดเพลินใจได้มากที่สุดต่างหากล่ะ

Blogger : Amanda Balagur

Source : huffingtonpost.com