Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

รอบเดือนของผู้หญิงเราควรนานเท่าไหร่กันแน่?
28 วันหรือ 40 วัน?

รอบเดือนของผู้หญิงควรนานเท่าไหร่ 28 หรือ 40 วัน

เมื่อพูดถึงรอบเดือน อะไรคือความหมายของคำว่า “ปกติ” สำหรับคุณ? รอบเดือนไม่ได้เว้นช่วง 28 วันพอดีเป๊ะ ดังนั้นถ้ารอบเดือนของคุณคือ 25 หรือแม้แต่ 40 วันก็ไม่ต้องวิตกกังวล แค่หมั่นสังเกตและติดตามอาการในแต่ละเดือนก็พอ

สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรรู้เกี่ยวกับวงจรฮอร์โมน

รอบเดือนคือกระบวนการทำงานของฮอร์โมนในร่างกายของผู้หญิงเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการตั้งครรภ์ทุกเดือน โดยทั่วไปผู้หญิงเราจะมีรอบเดือนตั้งแต่วัยเจริญพันธุ์ไปจนถึงวัยหมดประจำเดือน รอบเดือนมีทั้งหมด 4 ช่วงหลักและแต่ละช่วงก็จะเปลี่ยนแปลงไปพร้อมๆกับระดับพลังงาน อารมณ์ และความมีชีวิตชีวา หากคุณลองสังเกตดีๆก็จะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในแต่ละช่วงได้

ช่วงก่อนไข่ตก

ในช่วง 7-10 วันนี้ร่างกายจะเตรียมตกไข่โดยฮอร์โมน FSH ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นไข่สุกและจะเพิ่มสูงขึ้นขณะที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งมีระดับต่ำสุดก็จะค่อยๆเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน ในช่วงนี้คุณจะรู้สึกมีกำลังและอาจถึงขั้นกระสับกระส่ายเลยทีเดียว

ช่วงไข่ตก

ไข่จะเดินทางจากรังไข่ไปยังท่อนำไข่ซึ่งกำลังรอการปฏิสนธิที่อาจเกิดขึ้น ผู้หญิงจะตั้งครรภ์ได้ในช่วงนี้แหละ ส่วนฮอร์โมน FSH ก็สูงขึ้นต่อเนื่องเช่นเดียวกับฮอร์โมนลูทิไนซิง (LH) ระดับเอสโตรเจนกับเทสโทสเตอโรนจะสูงขึ้นเต็มที่ จากการเปลี่ยนแปลงนี้เองทำให้ความรู้สึกทางเพศเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อระดับเอสโตรเจนกับเทสโทสเตอโรนเพิ่มสูงขึ้นผู้หญิงเราจึงมีพลังบวกและรู้สึกมั่นใจในรูปร่างของตัวเอง

ช่วงหลังไข่ตก

ในช่วงนี้ระดับโปรเจสเตอโรนจะเพิ่มขึ้น กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) เช่น ท้องอืด ฉุนเฉียวง่าย อารมณ์แปรปรวน และสมองล้าอาจเกิดขึ้นกับผู้หญิงบางคนได้ นอกจากนี้คุณอาจรู้สึกอยากอาหารมากขึ้น ที่สำคัญคุณควรดูแลตัวเองเป็นพิเศษ

ประจำเดือน

ในช่วงประจำเดือนการผลิตโปรเจสเตอโรนจะลดลง ส่วนเอสโตรเจนก็จะขึ้นไปเต็มที่ก่อนลดลงมา คุณควรรับประทานอาหารต้านการอักเสบ เช่น ผักใบเขียว ผักตระกูลกะหล่ำปลี และขมิ้นเพื่อลดอาการปวดท้องหรือปวดเกร็ง

การใช้ชีวิตของคุณอาจส่งผลกระทบต่อความยาวของรอบเดือน

ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ยาปฏิชีวนะ อาการเจ็บป่วย การดื่มแอลกอฮอล์ และการออกกำลังกายมากเกินไป

1. การนอนหลับไม่เพียงพอ

การอดนอนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฮอร์โมนขาดความสมดุล ร่างกายจะอ่อนเพลียและตึงเครียดซึ่งส่งผลต่อการทำงานของสมองและความมีชีวิตชีวา

2. ออกกำลังกายมากเกินไป

การออกกำลังกายมากเกินไปอาจทำให้น้ำหนักตัวลดลงและบั่นทอนความสามารถของร่างกายในการสร้างรอบเดือน ปกตินักกีฬาอาชีพอย่างนักยิมนาสติก นักวิ่ง และนักกีฬาว่ายน้ำซึ่งมีเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายต่ำกว่าปกติมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับรอบเดือนหยุดชะงัก

3. การเดินทาง

การเดินทางสามารถส่งผลต่อการมีรอบเดือนได้โดยเฉพาะเมื่อต้องข้ามเขตเวลา การอยู่ในเขตเวลาใหม่จะส่งผลกระทบต่อการนอนหลับ การทำงานของสมอง และสุขภาพฮอร์โมน

4. ระดับคอร์ติซอลสูง

ความเครียดต่อเนื่องจะทำให้ระดับคอร์ติซอลสูงขึ้นซึ่งสามารถเพิ่มการอักเสบในร่างกายและอาจส่งผลกระทบต่อความสมดุลของโปรเจสเตอโรนกับเอสโตรเจนด้วย

อาการต่างๆในช่วงรอบเดือนที่ควรเฝ้าระวัง

อาการปวดเกร็งกับอารมณ์แปรปรวนคือสัญญาณเตือนว่าขณะนี้ฮอร์โมนกำลังขาดความสมดุล หากคุณรู้สึกปวดจนไปทำงานไม่ไหวก็ควรปรึกษาแพทย์ การมีลิ่มเลือดขณะมีประจำเดือนเป็นเรื่องปกติแต่ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณและความถี่ของผู้หญิงแต่ละคน แต่ถ้าเริ่มมีความรุนแรงก็ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาโรคโลหิตจางหรือแม้แต่ภาวะปวดประจำเดือน ทางที่ดีคุณควรสังเกตอาการและฟังสัญญาณเตือนจากร่างกายอย่างใกล้ชิด รู้จักใช้วิธีต่างๆเพื่อจัดการกับความเครียด เลือกรับประทานอาหารคุณภาพสูง และที่สำคัญควรนอนหลับให้เพียงพอเพื่อรักษาความสมดุลของฮอร์โมน

Blogger : Robin Berzin, M.D.

Source : mindbodygreen.com