Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

รู้หรือไม่?
พาสปอร์ตเป็นมากกว่าแค่หนังสือเดินทาง

พาสปอร์ตเป็นมากกว่าแค่หนังสือเดินทาง

หนังสือเดินทาง หรือ พาสปอร์ต อาจเป็นสิ่งที่เราไม่ได้หยิบออกมาใช้ทุกวันเพราะเราไม่ได้เดินทางข้ามประเทศทุกวัน จะมีโอกาสได้หยิบออกมาใช้ก็เมื่อเฉพาะตอนเก็บกระเป๋าเดินทางเตรียมไปทัวร์หรือไปเที่ยววันหยุดยาวที่ต่างประเทศเท่านั้น แล้วก็เก็บเข้าลิ้นชักใหม่เมื่อกลับถึงบ้านจนบางครั้งยังมีแอบลืมไปว่าเก็บหนังสือเดินทางเอาไว้ที่ไหน? บางคนลืมเช็คอายุพาสปอร์ต พอมารู้ตัวอีกทีก็มีแต่ตั๋วเครื่องบิน แต่พาสปอร์ตหมดอายุเสียแล้ว บินไม่ได้อีก แทบจะวิ่งไปหาที่ทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ไม่ทันกันเลยทีเดียว…

แต่จริงๆแล้วในหลายๆประเทศและหลายๆกรณีพาสปอร์ตมีความสำคัญมากกว่าแค่ตอนเดินทางข้ามประเทศ เพราะในตัวพาสปอร์ตเองอาจมีข้อมูลที่คุณไม่เคยรู้ว่ามันมีอยู่ในพาสปอร์ตมาก่อนก็ได้ มีความลับอะไรในพาสปอร์ต? มันเป็นแค่หนังสือเล่มหนึ่งหรือมันคืออะไรกันแน่ ไปดูกัน…

1. พาสปอร์ตบางประเทศ คือ บัตรประชาชน

พาสปอร์ตบางประเทศคือบัตรประชาชน

ในบางประเทศโดยเฉพาะที่รัสเซียและประเทศเครือ CIS พาสปอร์ตใช้เหมือนกับบัตรประชาชน เป็นเอกสารระบุความเป็นตัวตนของบุคคลนั้นๆตามกฎหมาย และใช้ทั่วไปไม่ใช่แค่ในการเดินทางเข้า-ออกประเทศเท่านั้น ในประเทศยูเครนและเบลารุสพาสปอร์ตยังใช้จดทะเบียนสมรส ซื้อบ้าน เปลี่ยนที่ทำงาน ฯลฯ โดยในหนังสือเดินทางเล่มเดียวกันนั้นจะมีตราประทับบันทึกข้อมูลสำคัญ เช่น เคยแต่งงานกับใคร เคยอยู่ที่ไหน ย้ายไปอยู่ตำบลใด ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะมีรูปลูกปิดประทับไว้ด้วย ในบางประเทศ เช่น อุซเบกิสถาน หากจะเดินทางออกนอกประเทศก็ต้องเอาพาสปอร์ตเล่มเดียวกันนั้นไปขอประทับตรารับรอง (endorsement) เพื่อเพิ่มสถานะของพาสปอร์ตให้สามารถใช้เดินทางออกนอกประเทศได้ด้วย เรียกได้ว่าเล่มเดียวครอบจักรวาลใช้ได้สารพัดประโยชน์ (แต่เวลาหายก็หายหมดเช่นกัน) พาสปอร์ตแบบนี้ส่วนใหญ่มีอายุมากกว่า 5 ปี เพราะจะได้ไม่ต้องเดินทางมาทำบ่อยๆ เช่น ในประเทศเบลารุส หากเด็กแรกเกิดออกนอกประเทศครั้งแรกจะได้รับพาสปอร์ตจนถึงอายุ 14 ขวบ หลังจากนั้นก็จะต้องออกพาสปอร์ตใหม่ไปจนถึง “วันเกิด” ในวัยเกษียณอายุคือ 64 ปี และหลังจากนั้นก็จะเป็นพาสปอร์ตที่มีอายุใช้งานยาวไปจนถึง 100 ปี เรียกว่าออกให้เผื่อได้อยู่กันไปยาวๆเลยทีเดียว

2. พาสปอร์ตใช้ตรวจสอบเจ้าของจริง-ปลอมได้ด้วยตัวเอง

พาสปอร์ตใช้ตรวจสอบเจ้าของจริง ปลอม ได้ด้วยตัวเอง

หากลองสังเกตดีๆในหน้าที่ติดรูปถ่ายของพาสปอร์ตไทย (และพาสปอร์ตทั่วโลก) จะมีแถบตัวเลขมากมาย ซึ่งจริงๆแล้วก็คือข้อมูลส่วนตัวของคุณที่นำมารวมกันเป็นแถบตัวเลขพิสดาร ซึ่งถ้าแยกดีๆคุณสามารถดูข้อมูลส่วนตัวของตัวเองได้ไม่ยาก จากรูปประกอบจะพบว่า

  • แถบบน ตัวอักษรแรก คือ รหัสเดียวกับเลขพาสปอร์ตของคุณ
  • แถบล่าง เริ่มต้นด้วยเลขพาสปอร์ต
  • ถัดไป คือ สัญชาติแบบย่อตัวอักษร 3 ตัว
  • ถัดไป คือ วัน-เดือน-ปีเกิด ที่เรียงใหม่เป็น ปี-เดือน-วันเกิด
  • ถัดไป เป็น M หรือ F เพื่อแสดงเพศ
  • ถัดไป เป็น วันหมดอายุของหนังสือเดินทาง โดยเรียงเป็น ปี-เดือน-วัน
  • ถัดไป เป็น หมายเลขบัตรประชาชนของคุณ

3. สีของปกพาสปอร์ตมีความหมาย

สีของปกพาสปอร์ต

ส่วนพาสปอร์ตประเทศอื่นๆนั้นโดยทั่วไปกลุ่มประเทศใน EU จะนิยมใช้สีแดงเข้ม-เลือดหมู ในขณะที่ประเทศที่แตกตัวออกมาจากยุโรป เช่น สหรัฐฯ, ละตินอเมริกา หรือออสเตรเลีย จะใช้สีน้ำเงินเข้ม เสมือนสีน้ำทะเล และ “การออกเดินทางโพ้นทะเล” ไปแสวงหาดินแดนใหม่ ในขณะที่ประเทศมุสลิมส่วนใหญ่จะใช้สีเขียวซึ่งเป็นสีของศาสดาในศาสนาอิสลาม แม้แต่ในประเทศเอเชียกลาง เช่น อุซเบกิสถาน, เติร์กเมนิสถาน ก็จะใช้สีเขียวเช่นกันเพราะคนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม สำหรับพาสปอร์ตไทยหลายคนอาจจะไม่ทราบว่าหน้าปกพาสปอร์ตมีมากกว่าสีเลือดหมูอย่างที่เราคุ้นเคยกัน โดยแบ่งเป็น 3 สี คือ

  • สีเลือดหมู เป็นพาสปอร์ตบุคคลธรรมดาทั่วไป มีอายุ 5 ปี
  • สีน้ำเงินเข้ม เป็นพาสปอร์ตของข้าราชการที่จะเดินทางไปศึกษาดูงานต่างประเทศ ฯลฯ มีอายุ 5 ปี เช่นกัน และต้องมีหนังสือนำจากหน่วยงานราชการเพื่อทำหนังสือเดินทางแบบนี้ได้
  • สีแดงสด เป็นพาสปอร์ตนักการทูต มีอายุ 5 ปี เช่นกัน และไม่สามารถต่ออายุได้ และหากนักการทูตทำหายรัฐบาลจะมีการทำหนังสือแจ้ง “ยกเลิกใช้หนังสือเดินทาง” ไปยังประเทศอื่นๆทั่วโลก เพราะผู้ก่อการร้ายสามารถปลอมหนังสือเดินทางเหล่านี้และเดินทางเข้าไปก่อการร้ายได้ง่ายมากๆตามประเทศยุโรป เนื่องจากสิทธิของนักการทูตมีอภิสิทธิมากและได้รับการคุ้มครองจากการถูกจับกุมโดยอีกประเทศหนึ่งได้ด้วย

4. บางคนไม่ต้องมีพาสปอร์ต

บางคนไม่ต้องมีพาสปอร์ต

บนโลกนี้หากมีสักครั้งที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศจะต้องทำพาสปอร์ตแน่นอน แต่คนที่ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศก็ไม่จำเป็นต้องมีพาสปอร์ต ทว่ามีอยู่ 1 คนบนโลกนี้ที่ไม่เคยต้องใช้พาสปอร์ตและไม่มีพาสปอร์ตนั่นคือ สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษ พระองค์ไม่ต้องใช้พาสปอร์ต เนื่องจากพาสปอร์ตทุกเล่มของชาวอังกฤษออกในนามสมเด็จพระราชินีอังกฤษ ดังนั้นตามกฏหมายเจ้าของพาสปอร์ตที่แท้จริงคือ สมเด็จพระราชินี! (เหมือนให้ยืมถือพาสปอร์ต) และพระองค์ไม่จำเป็นต้องใช้พาสปอร์ตแม้สักครั้งในการเดินทางเข้า-ออกประเทศ! ส่วนโป๊ปแห่งนครวาติกันจะถือพาสปอร์ตหมายเลข 1 เสมอ แม้ว่าในนครวาติกันจะไม่มีด่านตรวจคนเข้าเมือง และไม่มีความจำเป็นต้องใช้พาสปอร์ตตรวจลงตราเพื่อเข้าเยี่ยมชมก็ตาม แปลกดีไหม?

5. พาสปอร์ต…ไม่ใช่วีซ่า

พาสปอร์ตไม่ใช่วีซ่า

หลายๆคนที่ไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศมักจะงงเป็นอันมากกับความแตกต่างระหว่างพาสปอร์ตกับวีซ่า อย่างที่บอก พาสปอร์ต คือ เอกสารแสดงความเป็นตัวตนที่แท้จริง เพื่อใช้ในการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เรียกง่ายๆ คือ บัตรประชาชนเวลาเดินทาง ส่วนวีซ่า คือ เอกสารที่แต่ละประเทศบังคับให้ทำ และจะถูกขอเรียกดูจากคนสัญชาติอื่นเมื่อเดินทางไปถึงจุดหมายเพื่ออนุญาต(หรือปฏิเสธ)ให้คนสัญชาติอื่นๆเข้าประเทศ โดยปกติจะต้องทำวีซ่าก่อนเดินทางเข้าไปยังประเทศนั้นๆ อย่างไรก็ดีก็มีบางประเทศตามแต่สนธิสัญญา ข้อตกลง ที่อนุญาตให้ทำวีซ่าได้ที่สนามบิน เมื่อเดินทางมาถึงแล้ว เช่น เมื่อมายังประเทศไทย นักท่องเที่ยวจีน, อินเดีย, คาซัคสถาน, ภูฏาน, ลัตเวีย, มอลตา ฯลฯ สามารถเดินทางมาทำวีซ่าได้ที่ด่านสนามบินสุวรรณภูมิเพื่อพำนักในประเทศไทยไม่เกิน 15 วัน ส่วนคนไทยสามารถใช้หนังสือเดินทางธรรมดาเดินทางโดยไม่ต้องใช้วีซ่าได้ 28 ประเทศ ได้แก่ : อาร์เจนตินา (90 วัน), บาห์เรน (14 วัน), บราซิล (90 วัน), บรูไน (14 วัน), กัมพูชา (14 วัน), ชิลี (90 วัน), เอกวาดอร์ (90 วัน), จอร์เจีย (90 วัน), ฮ่องกง (30 วัน), อินโดนีเซีย (30 วัน), ญี่ปุ่น (15 วัน),สาธารณรัฐเกาหลี (90 วัน), ลาว (30 วัน), มาเก๊า (30 วัน), มองโกเลีย (30 วัน), มาเลเซีย (30 วัน),มัลดีฟส์ (30 วัน), เมียนมาร์ (14 วัน)**, ปานามา (180 วัน), เปรู (90 วัน), ฟิลิปปินส์ (30 วัน), รัสเซีย (30 วัน), เซเชลส์ (30 วัน), สิงคโปร์ (30 วัน), แอฟริกาใต้ (30 วัน), ตุรกี (30 วัน), วานูอาตู (90 วัน), เวียดนาม (30 วัน)

** สำหรับประเทศเมียนมาร์มีผลบังคับใช้เฉพาะท่าอากาศยานนานาชาติ เริ่ม 11 ส.ค.58 และปัจจุบันสายการบินประจำชาติของเราอย่างการบินไทย (Thai Airways) ก็เปิดเที่ยวบินกรุงเทพฯ – ย่างกุ้ง โดยบินภายใต้สายการบินไทยสมายล์ (THAI Smile) ราคาแค่ไม่กี่พันบาทเท่านั้นด้วย

6. ในพาสปอร์ต ไม่ได้มีแค่ภาษาเดียว

ในพาสปอร์ตไม่ได้มีแค่ภาษาเดียว

พาสปอร์ตมักจะมีภาษาท้องถิ่นที่คนประเทศนั้นนิยมพูด 1 ภาษา และภาษาสากลกำกับอีก 1 ภาษา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ แต่บางประเทศก็เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งถือเป็นภาษานักการทูตระหว่างประเทศสมัยก่อน ไม่เช่นนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของประเทศอื่นจะไม่สามารถเข้าใจว่ารายละเอียดนี้หมายถึงข้อมูลอะไร ใครเป็นเจ้าของหนังสือเดินทาง เพราะว่าบางครั้งชื่อเรียกประเทศในภาษาท้องถิ่น กับชื่อที่คนทั่วโลกรู้จัก แทบจะเป็นคนละชื่อเดียวกันเลย เช่น ประเทศ Albania ประเทศเล็กๆแถบบอลข่าน ชื่อราชการของประเทศเค้า กลับเรียกกันว่า Shqipëria (ฌิ-เปรีย) เป็นต้น และในทางกลับกันเจ้าของหนังสือเดินทางนั้นบางคนก็อ่านภาษาอังกฤษไม่ออกจึงต้องมีภาษาท้องถิ่นกำกับอยู่เพื่อให้เจ้าของพาสปอร์ตไม่งงเองด้วย

ส่วนบางประเทศก็มี 3 ภาษาซะเลย เช่น พาสปอร์ตเบลเยี่ยม มีทั้งภาษา ดัตช์, ฝรั่งเศส และเยอรมัน โดยไม่มีภาษาอังกฤษ แต่ที่น่าทึ่งคือสมัยก่อนพาสปอร์ตไทยมีแต่ภาษาฝรั่งเศส ไม่มีภาษาไทย! และทั้งเล่มมีเพียงทั้งหมด 2 หน้า โดยหน้าแรกเป็นข้อความราชการขออำนวยความสะดวกในการเดินทางให้แก่ผู้ถือหนังสือเดินทาง ส่วนหน้าที่ 2 แสดงรายละเอียด รูปถ่าย อายุ ความสูง สีผม ตา ใบหน้า ตำหนิ และลายมือชื่อผู้ถือหนังสือเดินทาง และมีอายุการใช้งานแค่ 1 ปี เท่านั้น

7. พาสปอร์ตบางเล่ม เข้าบางประเทศไม่ได้

พาสปอร์ตบางเล่มเข้าบางประเทศไม่ได้

การเมืองทำให้บางประเทศกลายเป็นศัตรูกันหรือความขัดแย้งในประวัติศาสตร์ ก็ทำให้บางประเทศ “แบน” ไม่ให้คนจากอีกประเทศหนึ่งเดินทางเข้าประเทศนั้นๆ ตัวอย่างเช่น บนหนังสือเดินทางของปากีสถานทุกเล่มจะมีข้อความพิมพ์ว่า “หนังสือเดินทางใช้ได้กับทุกประเทศยกเว้นอิสราเอล” ซึ่งทำให้คนปากีสถานมากมายไม่กล้าที่จะเดินทางไปประเทศอิสราเอลเนื่องจากรัฐบาลปากีสถานไม่ยอมรับเอกราชของประเทศอิสราเอลและสนับสนุนเอกราชของปาเลสไตน์ ในอีกแง่หนึ่งพาสปอร์ตอิสราเอลในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ระบุว่าสามารถใช้ได้กับทุกประเทศยกเว้นประเทศเยอรมันซึ่งเป็นประเทศที่ฆ่าล้างผู้คนชาวยิวไปกว่า 6 ล้านคนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง หรืออย่างประเทศอาเซอร์ไบจานก็ห้ามผู้ถือพาสปอร์ตอาร์เมเนียเข้าประเทศจากเหตุสงคราม Nagorno-Karabakh ส่วนเจ้าของพาสปอร์ตอาเซอร์ไบจานกลับสามารถเข้าประเทศอาร์เมเนียได้โดยไม่ต้องใช้วีซ่า เป็นต้น

8. พาสปอร์ตเก็บข้อมูลมากกว่าที่คิด!

พาสปอร์ตเก็บข้อมูลมากกว่าที่คิด

แน่นอนว่าแต่เดิมพาสปอร์ตมีข้อมูลเพียงเล็กน้อยเท่าที่จำเป็นสำหรับการเดินทาง เช่น หน้าตา วันเดือนปีเกิด สถานที่เกิด สัญชาติ ฯลฯ แต่ด้วยการปลอมแปลงที่เก่งกาจในปัจจุบันทำให้พาสปอร์ตยุคใหม่ต้องฝังชิพคอมพิวเตอร์ซึ่งจะเก็บข้อมูลอื่นๆอีกมากมายที่สำคัญๆไว้ทุกอย่างจนคุณอาจคาดไม่ถึง เช่น ในบางประเทศอย่างประเทศอิสราเอลพาสปอร์ตเก็บบันทึกละเอียดถึงขั้นความห่างระหว่างดวงตาทั้ง 2 ข้าง และโครงสร้างกระดูก เพื่อป้องกันการปลอมแปลงตัวตนอย่างละเอียดอีกด้วย ในอนาคตคาดการณ์กันว่าพาสปอร์ตจะยังบันทึกประวัติการเดินทางของคุณจากการแตะผ่านด่านเข้า-ออกประเทศอัตโนมัติ และตรวจจับผ่าน GPS ได้ด้วย แน่นอนว่าหากพาสปอร์ตหายก็สามารถรู้แหล่งที่ถูกขโมยไปและสามารถตามเจอได้จากระบบดาวเทียมเหมือนการตามหามือถือนั่นเอง

9. พาสปอร์ต มีลูกเล่นกว่าที่คิด!

พาสปอร์ตมีลูกเล่นกว่าที่คิด

พาสปอร์ตของหลายๆประเทศมีลูกเล่นให้เจ้าของพาสปอร์ตไม่เบื่อ เช่น พาสปอร์ตของแคนาดาจะเรืองแสงเวลาส่องกับหลอดไฟอัลตราไวโอเลต ส่วนรัฐบาลประเทศฟินแลนด์ทำรูปกวางมูสในเล่ม และหากกรีดหน้าหนังสือเดินทางเร็วๆจะเหมือนสมุดการ์ตูนเคลื่อนไหวที่เด็กๆสมัยก่อนชอบเล่นกันและจะเห็นกวางเดินเคลื่อนที่ได้ด้วย ในขณะที่พาสปอร์ตของสหรัฐฯหน้าพาสปอร์ตแต่ละหน้าจะบรรยายถึงประวัติศาสตร์และเรื่องราวการสร้างชาติ

ไม่ว่าพาสปอร์ตจะเป็นแค่หนังสือที่จำเป็นต้องใช้สำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ หรือเป็นที่เก็บบันทึกข้อมูลส่วนตัวของคนแต่ละคน ที่สำคัญพาสปอร์ตต้องเก็บรักษาและดูแลเป็นอย่างดี อย่าให้หายเพราะข้อมูลของคุณอาจถูกนำไปใช้ไขความลับเพื่อขโมยเงินจากการทำธุรกรรมออนไลน์ได้ด้วย

ว่าแต่ว่า.. อย่าลืมตรวจอายุพาสปอร์ตว่าต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน อย่าลืมตรวจดูว่ามีหน้าเหลือพอสำหรับประทับตราเข้า-ออกประเทศต่างๆด้วย เพราะบางประเทศไม่อนุญาตให้เข้าประเทศหากมีหน้าเหลือในสมุดน้อยกว่า 2 หน้า ด้วยความปรารถนาดีจาก Jetradar เว็บค้นหา เปรียบเทียบตั๋วเครื่องบินราคาถูกจากสายการบินทั่วโลกกว่า 1,000 สายการบิน มีแอปให้ดาวน์โหลดได้ วันนี้ ทั้ง Android และ iOS