Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

เหตุใด Gucci คอลเลคชั่นปี 2017
ออกแบบมาแล้วเหมือนของปลอมมากกว่าของแท้ซะอีก

Gucci ออกแบบมาเหมือนของปลอมมากกว่าของแท้

Yoyo Cao in a Gucci logo sweatshirt. Photo Credit: Christian Vierig/Getty Images

เมื่อ Alessandro Michele ส่งเสื้อยืดกับเสื้อฮู้ดที่ประดับด้วยป้ายโลโก้ Gucci สไตล์ย้อนยุคเข้าสู่เวทีรันเวย์ในงานโชว์ปี 2017 ของเขาที่เวสต์มินสเตอร์ แอบบี้ย์ ฉันก็นึกถึง Cory Kennedy ทันที สาวน้อยชาวลอสแองเจลีสถูกถ่ายรูปในเสื้อฮู้ดสีแดงกับการออกแบบที่คล้ายกันมากกับเสื้อตัวหนึ่งในภาพข้างบน ตอนนั้นฉันรีบเปิด eBay เพื่อค้นหาแบบที่เหมือนกันทันที และหลังจากที่ดูคอลเลคชั่นสำหรับวันพักผ่อนของ Gucci แล้ว ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองต้องสวมวิญญาณนักล่าอีกครั้ง

สเว็ตเตอร์ Gucci

Photo Credit: Twitter @bobilapizza

แน่นอนว่าฉันเฝ้ารอผลงาน “ของจริง” ของ Michele แต่เมื่อพิจารณาเรื่องราคาอันสูงลิ่วแล้ว เช่น เสื้อยืดผู้หญิงราคา $590 (ประมาณ 20,000 บาท) กับเสื้อฮู้ดผู้ชายราคา $1,200 (ประมาณ 42,000 บาท) และแม้ว่า Gucci จะอ้างว่าป้ายโลโก้ของพวกเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากการพิมพ์ลายในช่วงปี 1980 แต่ฉันก็เห็นด้วยว่า “นี่เป็นของแท้ที่ดูอย่างกับของปลอม”

Michele ได้เข้าใจวัฒนธรรมของสินค้าเถื่อนจากการช่วยเหลือของ Trouble Andrew ศิลปินกราฟิตี้ซึ่งป้าย GucciGhost (เขาทำมาก่อนที่จะได้รับการอนุมัติจาก Michele) และการออกแบบของเขาถูกประดับลงบนเสื้อผ้าในคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงปี 2016 ยกตัวอย่างขำๆ เช่น กระเป๋าหนังที่มีคำว่า “REAL” อยู่เหนือชื่อ Gucci ขณะที่อีกฝั่งมีสัญลักษณ์ของแบรนด์ราวกับว่าถูกพ่นระบายลงไป แต่เสื้อยืดกับเสื้อฮู้ดที่มีโลโก้ Gucci นั้นต่างออกไป แม้ว่าฉันจะชื่นชมผลงานแฟชั่นของ Michele แต่สินค้าเหล่านี้ก็มีมาตั้งแต่เมื่อหลายสิบปีก่อนแล้ว

Gucci สไตล์ย้อนยุค

Gucci’s logo pieces from its cruise 2017 collection. Photo Credit: John Phillips/Getty Images (Left | Center | Right)

“ผมทั้งหัวเราะและชื่นชมกับสิ่งที่ Gucci กำลังทำตอนนี้เพราะมันน่าสนใจมากคล้ายๆกับว่า “ใครลอกใครกันแน่?” Dapper Dan ช่างตัดเสื้อในตำนานเป็นผู้กล่าวประโยคนี้ทางโทรศัพท์ เขามีชื่อเสียงมาจากการสร้างสรรค์โลโก้ให้กับ Gucci, Fendi และ Louis Vuitton ในช่วงยุค 80 ผลงานของเขาได้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของศิลปินฮิปฮอปคนดังทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น LL Cool J, Salt-N-Pepa, Run DMC หรือนักกีฬาอย่าง Mike Tyson และล่าสุดคือ Floyd Mayweather Jr.

Dapper Dan ยังจำเสื้อยืดที่มีโลโก้ Gucci ปลอมในช่วงกลางยุค 80 ได้อย่างชัดเจน สินค้าเหล่านั้นถูกผลิตและจำหน่ายโดยชาวจีนและชาวเกาหลีทั่วเมืองนิวยอร์คซิตี้ กระบวนการผลิตจะใช้พลาสติซอลซึ่งเป็นแผ่นพิมพ์ลายที่จะนำไปทาบลงบนเสื้อผ้าด้วยความร้อน (คิดถึงเสื้อฮู้ด เสื้อยืด และเสื้อกีฬาแขนยาวจากร้านค้าแถวชายหาด) หมึกจะไม่ซึมเข้าไปในเนื้อผ้า กระบวนการผลิตทั้งง่ายและรวดเร็ว แต่เมื่อกราฟิกถูกพิมพ์บนเนื้อผ้าก็มีแนวโน้มที่จะหลุดร่อนได้ง่าย Dapper Dan กล่าวว่าสินค้าเหล่านี้ราคาถูกและกำไรงาม ราคาขายส่งตกตัวละประมาณ $18-$22 (ประมาณ 770 บาท) เท่านั้น “ตอนนั้นไม่มีการเคลื่อนไหวจาก Gucci สินค้าเหล่านั้นจึงแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาประสบความสำเร็จได้เพราะตอนนั้นไม่มีใครทำแบบนั้นเลย” แล้วพ่อค้าสินค้าเถื่อนเหล่านั้นได้โลโก้ Gucci มาจากไหน? Dapper Dan กล่าวว่าพวกเขาเอาโลโก้มาจากบนกล่องและถุงผ้า เป็นต้น

เสื้อยืด Gucci

New York City street style. Photo Credit: Jamel Shabazz

ตอนที่ฉันพยายามขาย Gucci ปลอมของตัวเองเมื่อเดือนตุลาคม ฉันสังเกตว่ารายการสินค้ามีน้อยมากและก็มีการแข่งขันสูง ขณะที่ฉันกำลังเปรียบเทียบเสื้อฮู้ดบน Etsy หนึ่งในนั้นถูกขายไปก่อนที่ฉันจะตัดสินใจเสียอีก ส่วนบน eBay สินค้า Gucci ปลอมสองชิ้นถูกตั้งราคาขายอยู่ที่ $125 และ $149.99 (ประมาณ 4,375 และ 5,250 บาท) โดยมีผู้ชม 1-2 คนทุกๆชั่วโมง

Sisqo Alejandro ผู้ค้าออนไลน์จากโตรอนโต้ได้ติดป้ายราคาขายสินค้า Gucci ปลอมของเขาในราคาสูงถึง $100 (ประมาณ 3,500 บาท) เมื่อถามว่าเขาชอบอะไรมากกว่ากันระหว่างสินค้าที่เขาขายกับของจริงรุ่นไฮเอนด์ เขาตอบตัวเลือกแรกเนื่องจากเขารู้สึกว่าพวกมันดูเป็นของแท้มากกว่า Taylor Compton จากร้าน Oak Forest Vintage เห็นด้วยว่าประวัติของ Gucci ปลอมคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเลือกซื้อ Gucci ปลอมเนื่องจากเป็นเสื้อผ้าจากวัฒนธรรมฮิปฮอปในยุค 80 และเรโทรในยุค 90 ของจริง แน่นอนว่าท้ายที่สุดโลโก้ Gucci จะมาแรงและแพร่หลายสุดๆหลังจากที่ผู้คนพากันสวมใส่ทั้งของปลอมราคา $100 ( 3,500 บาท) และของจริงราคา $1,200 (42,000 บาท)

ขณะที่บนอินสตาแกรม ร้าน Procell ในย่านโลว์เวอร์ อีสต์ไซด์ของนิวยอร์คซิตี้ก็มีสินค้า Gucci ปลอมเช่นกัน ในช่วงปลายยุค 80 ไม่ว่าใครก็มีกัน พอมาต้นยุค 90 ทุกคนก็ยังใส่กันอยู่ แต่เมื่อถึงปลายยุค 90 ก็เริ่มเสื่อมความนิยม ทว่าพอเข้าสู่ตอนต้นยุค 2000 ผู้คนบางกลุ่มเริ่มปลุกกระแสขึ้นมาใหม่และหลังจากนั้นพวกมันก็กลายเป็นของมีค่า เมื่อราว 2-5 ปีก่อนไม่มีใครสนใจเลยแต่ตอนนี้พวกมันกลับมาเขย่าวงการแฟชั่นอีกแล้ว #bootleggucci ไม่มีวันตายจริงๆ

Blogger : Maria Bobila

Source : fashionista.com