Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

What Women Used For Makeup 100 Years Ago
ย้อนรอยเคล็ดลับความงามของอิสตรีเมื่อ 100 ปีก่อน

ย้อนรอยเคล็ดลับความงามของอิสตรีเมื่อ 100 ปีก่อน

แม้ว่าอาจดูเหมือนเครื่องสำอางจะไม่เคยเลือนหายไปไหนแต่ในช่วงปี 1910 ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนของเครื่องสำอางสำหรับผู้หญิง จุดประสงค์ไม่ใช่เพื่อดึงดูดความสนใจแต่เพื่อเสริมภาพลักษณ์ความงามตามธรรมชาติพร้อมกับทำให้ผู้หญิงดูอ่อนเยาว์และมีสุขภาพดี เครื่องสำอางเมื่อ 100 ปีก่อนอาจทำให้คุณทึ่งและจดจำชื่อกับส่วนประกอบบางชนิดได้

น้ำมะนาว

ตั้งแต่ยุคเอลิซาเบธ ยุควิกตอเรียตลอดจนยุค 1900 ผิวขาวคือสัญลักษณ์บ่งบอกถึงความมั่งคั่งและโอกาสต่างๆขณะที่ผิวแทนเกี่ยวข้องกับชนชั้นล่าง ดังนั้นบรรดาผู้หญิงจึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ตัวเองมีผิวขาว น้ำมะนาวเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายและมักจะถูกนำมาใช้ควบคู่กับเหล้ารัม น้ำส้มสายชู และกลีเซอรีนเพื่อทำให้สีผิวจางลงรวมถึงเพื่อรักษาผิวไหม้จากแสงแดดด้วย ทว่าในยุคนั้นมีการผสมตะกั่วซึ่งอาจทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้

วาสลีน

คุณสามารถใช้ปิโตรเลียมเจลลี่เพื่อทำให้ผิวพรรณเรียบเนียน บรรเทาอาการริมฝีปากแตกแห้ง ลบเครื่องสำอาง ป้องกันแผลจากของมีคมและการเผาไหม้ หรือแม้แต่ขจัดคราบเครื่องสำอางออกจากเสื้อผ้า

แมลงบด

ส่วนประกอบหลักของลิปสติกสีแดงคือคาร์มีนซึ่งเป็นสารสกัดสีแดงจากเพลี้ยแป้ง ลิปสติกต้นแบบในช่วงปี 1900 นั้นทำมาจากน้ำมันละหุ่ง ไขมันสัตว์ ขี้ผึ้ง และคาร์มีน สถานการณ์ของลิปสติกดีขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อมีการใช้สารสังเคราะห์เพื่อความเป็นธรรมชาติมากขึ้น

เฮนน่า

เฮนน่าคือสีย้อมจากต้นเฮนน่าที่พบได้ทางตอนเหนือของแอฟริกา ทางตะวันตกและทางตอนใต้ของเอเชีย รวมถึงออสตราเลเชียด้วย ในยุคเอ็ดเวอร์เดียนผู้หญิงจะย้อมผมสีแดงด้วยเฮนน่าโดยการใช้แปรงสีฟัน

ชาด

ชาดได้รับความนิยมอย่างสูงในช่วงปี 1910 จนกระทั่งในช่วงสุดท้ายของทศวรรษที่เทรนด์ผิวขาวเข้ามาแทนที่ แต่การทาแก้มยังมีอยู่เพื่อคงความอ่อนเยาว์และความมีชีวิตชีวา

มะแว้งนก

ต้นมะแว้งนกมีสารเคมีที่สามารถปิดกั้นการทำงานของระบบประสาทในร่างกายและใช้เป็นยากล่อมประสาทรวมถึงยาบรรเทาปวดได้ด้วย ในช่วงปี 1910 ผู้หญิงจะใช้พืชดังกล่าวเพื่อขยายรูม่านตาซึ่งจะทำให้ดวงตาดูอ่อนโยนและเข้มขึ้น แต่การใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้ตาพร่ามัว หัวใจเต้นเร็ว อาเจียน มองเห็นภาพหลอน และผลข้างเคียงอื่นๆที่คุณไม่ต้องการ

กำยาน

กำยานจะใช้ได้เฉพาะภายนอกเท่านั้น ดังนั้นคุณไม่ควรนำไปทาบริเวณรอบดวงตาเด็ดขาดมิฉะนั้นอาจทำให้เกิดแผลไหม้หรือบวมแดงและอาการที่รุนแรงกว่านั้น เช่น อาการวิงเวียนศีรษะหรือแม้แต่แผลพุพอง ทางที่ดีคุณไม่ควรใช้กำยานโดยที่ไม่มีคำแนะนำหรือการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์

สูตรกำจัดกระที่แย่ที่สุด

ผู้หญิงในสมัยนั้นจะใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น กรดแลกติก น้ำส้มสายชู นมเปรี้ยว และฮอร์สแรดิช หากไม่สำเร็จแพทย์จะแนะนำกรดไฮโดรคลอริก แอมโมเนียม ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ และครีมกำจัดกระที่มีส่วนประกอบของปรอทมากถึงร้อยละ 15 ซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้อฝ่อ การทำงานของสมองลดลง และโรคนอนไม่หลับ ดังนั้นในปี 1938 องค์การอาหารและยาจึงลดปริมาณของปรอทให้เหลือน้อยกว่าร้อยละ 5

เรเดียม

เรเดียมขึ้นชื่อในเรื่องการรักษาโรคมะเร็งแต่ไม่เหมาะที่จะนำมาเป็นส่วนประกอบของถุงยางอนามัยกับเครื่องสำอาง สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงในปี 1925 เมื่อมีโรคใหม่ที่ชื่อ “โรคเนื้อเน่าจากการฉายแสง” อุบัติขึ้น

ขี้ผึ้ง

การใช้ขี้ผึ้งกำจัดขนส่วนเกินมีมาตั้งแต่ในยุคอียิปต์โบราณ แต่ผู้หญิงในช่วงต้นปี 1900 จะใช้ประโยชน์จากขี้ผึ้งมากกว่าแค่การกำจัดขน พวกเขาจะใช้ขี้ผึ้งร้อนๆทาบริเวณปลายขนตาเพื่อทำให้ขนตาดูยาวและเรียงเป็นแพสวยยิ่งขึ้น

บอแรกซ์

บอแรกซ์เป็นสารประกอบที่ใช้ในผงซักฟอก สบู่ และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดชนิดอื่นๆ แต่บอแรกซ์เป็นสารเคมีที่ใช้ทำลายศัตรูพืชและสัตว์จึงสามารถทำให้ผิวระคายเคืองได้ ขณะเดียวกันหากสัมผัสกรดบอริกติดต่อกันเป็นเวลานานก็อาจทำให้เกิดผื่นคัน อาเจียน แผลเปื่อย ปวดท้อง และความเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ในหนูเช่นระดับเทสโทสเตอโรนลดลง

ไขวาฬ

ไขวาฬคือสิ่งที่พบได้ในศีรษะของวาฬหัวทุยซึ่งไม่มีทั้งกลิ่นและรสชาติเมื่อถูกทำให้เป็นวุ้น ดังนั้นไขวาฬจึงนิยมนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เทียนไข สิ่งทอ และเครื่องสำอางโดยเฉพาะโคลด์ครีม ครีมนวดตั้งแต่ปี 1910 ก็มีไขวาฬรวมถึงน้ำมันต้นเอลเดอร์ วิชฮาเซล และลาโนลิน

น้ำกุหลาบ

น้ำกุหลาบได้ถูกนำมาใช้เพื่อรักษาการอักเสบและการระคายเคืองมานานแล้ว นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องความชุ่มชื้นและการล้างสารพิษด้วย ปัจจุบันเราสามารถพบส่วนประกอบนี้ได้ในโทนเนอร์กระชับผิวหน้า มอยส์เจอไรเซอร์ ผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอาง โลชั่นบำรุงผิวหน้า และโคลด์ครีม

น้ำบีท

ในช่วงปี 1900 น้ำบีทได้ถูกนำมาใช้เป็นบลัชออนแถมยังเป็นส่วนประกอบหนึ่งของลิปสติกในยุคเริ่มแรกด้วย

Blogger : Chanel Dubofsky

Source : thelist.com