Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

What SPF Should You Wear?
ครีมกันแดดค่า SPF เท่าไหร่จึงจะเหมาะกับคุณ

ครีมกันแดดค่า SPF เท่าไหร่จึงจะเหมาะ

ฤดูร้อนกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วรวมถึงการอาบแดดในช่วงวันหยุดที่ริมชายหาด เราทุกคนรู้ดีว่ายิ่งร่างกายถูกแดดมากเกินไปก็ยิ่งมีความเสี่ยงสูงในการเป็นโรคมะเร็งผิวหนัง ที่สำคัญเราไม่ควรออกไปตากแดดโดยปราศจากสิ่งป้องกัน

แล้วครีมกันแดดค่า SPF เท่าไหร่ล่ะจึงจะเหมาะกับคุณ? หากเครื่องสำอางมีค่า SPF ในนั้นแล้วมันจะพอไหม? คุณควรจะทาครีมกันแดดซ้ำบ่อยแค่ไหน? ครีมกันแดดเต็มไปด้วยส่วนผสมที่อันตรายต่อผิวจริงหรือไม่? แล้วอะไรคือความหมายของคำว่า “ขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง” ? เราจึงปรึกษาแพทย์ผิวหนังชั้นนำเกี่ยวกับวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องผิวจากแสงแดด

บทที่ 1 : รังสีจากแสงแดดมี 2 ชนิด

รังสียูวีจากแสงแดดมีอยู่ 2 ชนิดได้แก่ รังสี UVA และรังสี UVB ซึ่งทำงานในรูปแบบที่แตกต่างกันโดยรังสี UVB จะมีความยาวคลื่นสั้นกว่าแต่ก็มีพลังงานสูงกว่า ที่สำคัญมีผลกระทบที่รุนแรงต่อผิวหนังแต่ก็สามารถกรองแสงได้ค่อนข้างง่าย รังสี UVB เป็นที่รู้จักดีเนื่องจากมันจะทำให้ผิวของคุณไหม้และค่า SPF จะช่วยปกป้องผิวจากมันได้ ขณะเดียวกันก็สามารถกรองออกได้โดยกระจกและเมฆ (แต่ไม่ทั้งหมดเพราะคุณยังคงถูกแดดเผาได้ในวันที่มีเมฆ) ตามทฤษฎีค่า SPF15 จะดูดซับรังสี UVB ได้ราวร้อยละ 93 ส่วนค่า SPF30 จะดูดซับได้ราวร้อยละ 97 และค่า SPF50 จะดูดซับได้ถึงร้อยละ 98

ในทางกลับกันรังสี UVA จะทำให้ผิวของคุณดูแก่ก่อนวัยเนื่องจากสามารถลงลึกไปในชั้นผิวหนังที่มีการสร้างคอลลาเจน รังสีชนิดนี้ไม่สามารถกรองออกด้วยกระจกได้ ดังนั้นเราจะยังได้รับรังสี UVA ผ่านทางหน้าต่าง รังสียูวีทั้ง 2 ชนิดนี้สามารถทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ ดังนั้นควรป้องกันตัวเองจากรังสีเหล่านี้เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณ

บทที่ 2 : คุณอาจจะทาครีมกันแดดผิดวิธีหรือไม่เพียงพอ

อันที่จริงผลิตภัณฑ์ที่มีค่า SPF บางชนิดก็ไม่สามารถป้องกันรังสี UVA ได้ทั้งหมด คุณควรมองหาคำว่า “ขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง” ซึ่งหมายความว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะช่วยปกป้องคุณจากรังสี UVA และ UVB ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามแม้ว่าครีมกันแดดหรือครีมบำรุงผิวในตอนกลางวันของคุณจะมีคุณสมบัติ “ขอบเขตการออกฤทธิ์กว้าง SPF30 แต่คุณก็ไม่รู้ว่ามันสามารถป้องกันรังสี UVA ได้มากเท่าไหร่ เพราะค่า SPF จะป้องกันแค่รังสี UVB เท่านั้น ตัวบ่งชี้ที่ดีที่สุดเกี่ยวกับระดับการป้องกันรังสี UVA ของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นคือค่า PPD หรือค่าความหมองคล้ำบนผิวหนังซึ่งน่าเสียดายที่ไม่มีการแสดงไว้บนฉลากของผลิตภัณฑ์ สัญลักษณ์ต่างๆที่แสดงบนบรรจุภัณฑ์ได้แก่เครื่องหมาย PA+ ซึ่งจะบ่งบอกระดับของ PPD ในผลิตภัณฑ์ PA+ คือระดับต่ำ (PDD 2-4) ส่วน PA++++ คือระดับสูงสุด (PDD 16 ขึ้นไป) และค่า SPF สำหรับการป้องกันการทำลายจากแสงแดดได้ดีที่สุดอย่างน้อยควรอยู่ที่ 30 และมีระดับ PA++++

บทที่ 3 : ครีมกันแดดไม่ทำให้คุณถึงตายแต่ถ้าไม่ทาครีมกันแดดล่ะก็มีสิทธิ์ตายได้

คุณอาจรู้สึกกังวลเมื่อพบว่าส่วนผสมบางตัวในครีมกันแดดอาจเป็นอันตรายต่อผิว แต่รู้ไหมว่าแสงแดดสร้างความเสียหายให้กับผิวของคุณมากกว่าครีมกันแดดเสียอีก ดังนั้นจงทาครีมกันแดดซะเถอะ! ออกซิเบนโซนคือสารกรองรังสียูวีซึ่งมักจะพบในครีมกันแดดและเป็นหนึ่งในส่วนผสมที่น่ากังวล ดังนั้นในปี 2012 หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมในสหรัฐจึงจัดทำคู่มือแนะนำเกี่ยวกับครีมกันแดดว่าผู้คนไม่ควรใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของออกซิเบนโซนเนื่องจากมันอาจทำให้การทำงานของฮอร์โมนหยุดชะงักรวมถึงทำลายเซลล์ต่างๆด้วย ทว่าก็ยังไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัด

อย่างไรก็ตามการวิจัยเมื่อปี 2012 โดย Heretics Environmental Laboratory ในสหรัฐพบว่าสารออกฤทธิ์ออกซิเบนโซนจะทำลายการเจริญเติบโตของปะการัง ดังนั้นหากคุณตั้งใจที่จะว่ายน้ำในทะเลก็ควรพิจารณาถึงส่วนผสมในครีมกันแดดของคุณด้วย ขณะที่สารกรองรังสียูวีอีกตัวคือเรตินิล พาลมิเทตซึ่งเป็นเรตินอลหรือวิตามิน A อีกชนิดก็มีความน่าเป็นห่วงไม่แพ้กันแต่ก็มีฤทธิ์อ่อนๆเท่านั้น นอกจากนี้การมีผิวสีแทนของผู้ที่มีผิวขาวนั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าผิวของคุณกำลังถูกทำลาย และถ้าคุณปกป้องผิวของตัวเองมากพอ คุณก็ไม่ควรมีผิวสีแทนมากแบบนั้น สรุปว่าวิธีป้องกันผิวที่ดีที่สุดก็คือการหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงนั่นเอง

Blogger : Lucy Douglas

Source : refinery29.uk