Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

This Is What Happens When You Stop Wearing Makeup
สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณเลิกแต่งหน้า

สิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อเลิกแต่งหน้า

คนเรามีเหตุผลมากมายในการแต่งหน้า ทั้งช่วยดึงจุดเด่น ซ่อนข้อบกพร่อง และทำให้เรารู้สึกมั่นใจมากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าการแต่งหน้าจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้หญิง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะดีต่อสุขภาพหากคุณละเลงสีบนใบหน้าทุกวัน อันที่จริงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังกล่าวว่าการแต่งหน้ามากเกินไปจะทำให้ผิวได้รับสารเคมีและสารพิษปริมาณมาก ทั้งในลิปสติก ดินสอเขียนขอบตา และมาสคาร่าก็อาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรง และนี่คือสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงๆเมื่อคุณเลิกแต่งหน้า

รูขุมขนจะดูเล็กลง

ทั้งรองพื้น บลัชออน และบรอนเซอร์อาจจะดูสวยงาม แต่รู้หรือไม่ว่าอนุภาคเล็กจิ๋วของเครื่องสำอางเหล่านี้จะสะสมอยู่ในรูขุมขนทุกครั้งที่แต่งหน้า..ควบคู่กับมลพิษทางอากาศที่สัมผัสผิวของเราในแต่ละวัน ทำให้รูขุมขนอุดตันและดูเหมือนเพิ่มขึ้นตลอดเวลา แม้ว่าคุณจะไม่สามารถเปลี่ยนขนาดของรูขุมขนได้ แต่การไม่แต่งหน้า (และการล้างหน้าเป็นประจำ) จะช่วยลดการสะสมในรูขุมขน..ทำให้รูขุมขนดูเล็กลงและผิวของคุณเรียบเนียน

การเกิดสิวลดลง

ยิ่งแต่งหน้ามากเท่าไหร่..ใบหน้าก็ยิ่งสะสมสารพิษมากเท่านั้น เชื้อโรคทั้งหมดนี้จะทำให้รูขุมขนอุดตันและปริมาณสิวมากขึ้น สุดท้ายเราก็จะพยายามปกปิดด้วยการแต่งหน้ามากขึ้น สรุปคือ..ยิ่งแต่งหน้าน้อยลง สิวก็จะน้อยลงตามไปด้วย

โอกาสติดเชื้อที่ตาน้อยลง

เครื่องสำอางสำหรับดวงตาส่วนใหญ่จะมีสารกันบูดที่ทำให้เกิดโรคตาแดงและโรคภูมิแพ้ตาที่มาพร้อมกับอาการอื่นๆ เช่น รอยแดง บวม แห้ง และคัน ส่วนดินสอเขียนขอบตากับแท่งมาสคาร่าก็สามารถสร้างความเสียหายต่อกระจกตาได้ค่อนข้างรุนแรงเช่นกันและอาจทำให้กระจกตาถลอก

บอกลาผิวแห้ง

การแต่งหน้าจะส่งผลต่อกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ตามธรรมชาติของผิวโดยเฉพาะในคืนที่เราเหนื่อยเกินกว่าที่จะล้างเครื่องสำอางออกจากใบหน้า เมื่อคุณไม่ล้างหน้าก่อนนอน..เซลล์ผิวที่ตายแล้วก็จะไม่ถูกแทนที่ด้วยเซลล์ใหม่ จากนั้นก็สะสมจนทำให้ผิวแห้งกร้านและหมองคล้ำ ขณะเดียวกันเมื่อเราไม่แต่งหน้าก็จะหมายความว่าไม่มีสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคตกค้างซึ่งขัดขวางการก่อตัวของเซลล์ใหม่ ดังนั้นเราก็จะมีใบหน้าที่สดใสและชุ่มชื้นอย่างเป็นธรรมชาติ

มีปฏิกิริยาแพ้น้อยลง

สารพาราเบน โซเดียมซัลเฟต และโลหะล้วนเป็นสิ่งที่พบได้ในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเครื่องสำอาง นอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของสารกว่า 3,700 ชนิดที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ที่ผิวหนัง อาการแพ้เครื่องสำอางส่วนใหญ่มักจะมีอาการระคายเคืองผิวหรือที่เรียกว่าผื่นแพ้สัมผัส คุณควรหยุดใช้ผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ทำให้ผิวของคุณตอบสนองในลักษณะนี้และการไม่แต่งหน้าก็อาจเป็นทางออกของปัญหานี้

ลดริ้วรอย

ไม่น่าเชื่อว่าเครื่องสำอางที่คุณใช้ในการปกปิดริ้วรอยและจุดด่างดำอาจทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก ต่อให้คุณพยายามซ่อนริ้วรอยแห่งวัยเหล่านี้..เครื่องสำอางก็จะกระตุ้นให้มันเด่นชัดออกมา ดังนั้นแทนที่จะปกปิดอายุภายใต้รองพื้นที่หนาเตอะ คุณควรยอมรับใบหน้าที่แท้จริงของตัวเองและคุณอาจจะประหลาดใจว่าจริงๆแล้วคุณช่างดูอ่อนเยาว์เหลือเกิน

เสี่ยงผิวเสียจากแสงแดดมากขึ้น

การเปลือยหน้าสดอาจมีข้อดีหลายอย่าง แต่เครื่องสำอางก็ไม่ใช่ตัวอันตรายเสมอไป ผู้หญิงบางคนมองว่าค่า SPF ในรองพื้นคือสิ่งเดียวที่สามารถป้องกันแสงแดดได้ อย่างไรก็ตามการไม่แต่งหน้าจะช่วยเพิ่มโอกาสเสี่ยงที่จะผิวเสียจากแสงแดด ที่สำคัญผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ไม่ได้แต่งหน้าหนาหรือบ่อยพอที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่จากรองพื้น ดังนั้นต่อให้แต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้า..ทุกคนก็ควรใช้ครีมบำรุงที่มีสารกันแดดเป็นประจำเพื่อป้องกันผลกระทบรุนแรงจากแสงแดด

พลังแห่งการเริ่มต้นใหม่

การเพิ่มสีสันบนใบหน้าอาจเป็นเรื่องสนุก แต่ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการไม่แต่งหน้าส่งผลในทางจิตวิทยามากกว่าทางสรีรวิทยา ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องแต่งหน้า ฉีดฟิลเลอร์ หรือโบท็อกซ์อันเนื่องมาจากถูกสังคมสอนว่าริ้วรอยแห่งวัยเหล่านี้เป็นสิ่งไม่ดี ดังนั้นแทนที่จะส่องกระจกเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของตัวเอง พวกเขากลับส่องกระจกเพื่อมองหาแต่จุดบกพร่อง ทั้งนี้พลังที่มาจากการส่องกระจกและมองเห็นความงามบนใบหน้าที่เปลือยเปล่าต่างหากคือประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทั้งมวล

สุขภาพดียิ่งขึ้น

นอกเหนือจากการลดสิว ทำให้สีผิวเรียบเนียน และช่วยให้ใบหน้าดูมีสุขภาพดี การไม่แต่งหน้ายังส่งผลดีต่อร่างกายของคุณด้วยเช่นกัน เนื่องจากสารก่อมะเร็งในลิปสติกและอายแชโดว์สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหรืออาการทางสุขภาพอื่นๆได้ เช่น ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติทางพฤติกรรม และอัตราการเจริญพันธุ์ คุณไม่จำเป็นต้องลาขาดจากเครื่องสำอางตลอดชีวิต แต่เว้นวรรคจากสิ่งเหล่านี้บ้างแล้วมันจะส่งผลดีต่อสุขภาพของคุณในระยะยาว

Blogger : Adria Valdes Greenhauff

Source : thelist.com