Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Foods That Will Give Your Skin A Totally Natural Glow
อาหาร 9 ชนิดที่ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ

อาหารที่ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ

อาหารที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน และสารอาหารอื่นๆสามารถทำให้ผิวพรรณของคุณเปล่งประกายสดใสได้อย่างน่าทึ่งโดยเฉพาะเมื่อปฏิบัติควบคู่กับการป้องกันแสงแดดและบำรุงผิวเป็นประจำ งั้นเรามาเริ่มรับประทานอาหาร 9 ชนิดนี้กันดีกว่าเพื่อผิวสวยสดใสแบบไร้ฟิลเตอร์

1. ผลไม้ตระกูลส้ม

ผลไม้ตระกูลส้มทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

ส้ม เกรปฟรุ๊ต เลมอน และมะนาว..สามารถนำมาทำเป็นเครื่องดื่มค็อกเทลแสนอร่อยแถมยังทำให้ผิวสวยได้อีกด้วย วิตามินซีจะช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจนเพื่อให้ผิวเรียบเนียน ดังนั้นการบริโภควิตามินจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญในการปรับปรุงคุณภาพผิวโดยรวม นอกจากนี้วิตามินซียังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ริ้วรอย และผิวคล้ำเสีย ทางที่ดีคุณควรรับประทานวิตามินซีหรือนำมาบำรุงผิวหน้าในรูปแบบของเซรั่ม

2. บลูเบอร์รี่

บลูเบอร์รี่ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

สีม่วงเข้มของบลูเบอร์รี่จะบ่งบอกได้ถึงปริมาณของสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมากไม่ว่าจะเป็นแอนโทไซยานินซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็งและไบโอฟลาโวนอยด์ซึ่งมีสรรพคุณต่อต้านการอักเสบ การรับประทานบลูเบอร์รี่จะช่วยขับสารพิษเช่นอนุมูลอิสระออกจากผิว

3. ชาเขียว

ชาเขียวทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

ชาเขียวร้อนจะมีคาเทชินซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบและต้านมะเร็งรวมถึงช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปยังผิวหนัง (สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำชาจะเริ่มเสื่อมคุณภาพเมื่อเย็นลง ดังนั้นควรดื่มขณะที่ยังร้อนอยู่) การศึกษาปี 2007 ในวารสาร Nutritional Biochemistry พบว่าการดื่มชาเขียววันละ 2-6 ถ้วยจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งผิวหนังได้ (แต่อย่าใช้เป็นข้ออ้างในการไม่ทาครีมกันแดด)

4. น้ำมันดอกคำฝอย

น้ำมันดอกคำฝอยทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

กรดไขมันโอเมก้า 6 ในน้ำมันดอกคำฝอยจะทำหน้าที่เป็นมอยส์เจอไรเซอร์ซึ่งทำให้ผิวนุ่มเนื่องจากมีการกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ภายในผิว นอกจากนี้ยังช่วยเยียวยาผิวโดยเฉพาะถ้าคุณมีผิวแห้ง การศึกษาปี 2018 พบว่าน้ำมันดอกคำฝอยก็มีสรรพคุณต่อต้านการอักเสบด้วย

5. น้ำซุปกระดูก

น้ำซุปกระดูกทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

น้ำซุปกระดูกอุดมไปด้วยคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนในร่างกายที่มีมากที่สุดและสามารถพบได้ในผิวหนัง กระดูก กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น แม้ว่าคอลลาเจนที่คุณรับประทานเข้าไปจะไม่เปลี่ยนเป็นคอลลาเจนในผิวหนังของคุณ แต่การศึกษาจากวารสาร Skin Pharmacology and Physiology พบว่าการบริโภคคอลลาเจนจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นให้แก่ผิวหนังได้จริงๆ รวมถึงทำให้ผิวดูมีสุขภาพดีและอ่อนนุ่มยิ่งขึ้นด้วย

6. ปวยเล้ง

ปวยเล้งทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

การศึกษาที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Cancer พบว่าการรับประทานผักปวยเล้งและผักใบเขียวชนิดอื่นๆจะช่วยลดโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเซลล์สความอส (โรคมะเร็งผิวหนังที่พบได้บ่อยเป็นอันดับสอง) วิตามินอีและเบต้าแคโรทีนในผักปวยเล้งจะปกป้องเซลล์ผิวหนังจากอนุมูลอิสระ (ที่อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังและริ้วรอยแห่งวัย เช่น ผิวหมองคล้ำและความเหี่ยวย่น) นอกจากนี้น้ำในผักจะแทรกซึมเข้าไปในเยื่อหุ้มเซลล์ซึ่งช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งและริ้วรอยลดลง

7. มันหวาน

มันหวานทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

มันหวานสามารถทำให้ริ้วรอยลดลงได้เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินซีเช่นเดียวกับส้ม อันที่จริงการศึกษาในวารสาร Clinical Nutrition พบว่าอาสาสมัครที่รับประทานวิตามินซีประมาณสี่มิลลิกรัม (ประมาณมันหวานลูกเล็กครึ่งผล) ทุกวันติดต่อกันสามปีจะมีริ้วรอยเหี่ยวย่นลดลงราวร้อยละ 11 เนื่องจากสารเบต้าแคโรทีนมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผิวพรรณอ่อนเยาว์

8. มะเขือเทศ

มะเขือเทศทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

ไลโคปีนสารพฤกษเคมีที่ทำให้มะเขือเทศมีสีแดงจะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระที่ทำให้ผิวเหี่ยวย่นอันเกิดจากรังสีอัลตราไวโอเลต ร่างกายของคุณจะได้รับสารอาหารที่เป็นเกราะป้องกันแสงแดดจากผักสุกทั้งหลาย มะเขือเทศสุกหรือซอสพาสต้าเพียงครึ่งถ้วยจะมีไลโคปีน 16 มิลลิกรัม การรับประทานมะเขือเทศควบคู่กับการทาครีมกันแดดจะทำให้ผิวของคุณมีสุขภาพดี

9. ปลาทูน่ากระป๋อง

ปลาทูน่ากระป๋องทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง

แซนด์วิชทูน่าสุดโปรดของคุณมีเคล็ดลับอยู่หนึ่งอย่างนั่นคือซีลีเนียมซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยบำรุงอีลาสติน โปรตีนที่ทำให้ผิวของคุณตึงและเรียบเนียน สารต้านอนุมูลอิสระชนิดนี้ยังช่วยป้องกันแสงแดดและยับยั้งอนุมูลอิสระที่เกิดจากรังสียูวีไม่ให้ไปทำลายเซลล์ได้อีกด้วย กรดไขมันโอเมก้า 3 จากปลาทูน่าจะช่วยบำรุงคอลลาเจน ต่อต้านการอักเสบ และทำให้ผิวกระชับ ทั้งนี้การรับประทานปลาทูน่าประมาณสามออนซ์หรือครึ่งกระป๋องต่อวันก็เพียงพอต่อความต้องการแล้ว

Blogger : Marissa Miller

Source : womenshealthmag.com