Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Do Skincare Vitamins Really Work, or Are They Just a Fad?
วิตามินบำรุงผิวได้ผลจริงไหม? หรือเป็นแค่แฟชั่นเท่านั้น?

วิตามินบำรุงผิวได้ผลจริงไหมหรือเป็นแค่แฟชั่นเท่านั้น

อะไรเอ่ยคือบทลงโทษในวัยเด็กที่กลับกลายมาเป็นรางวัลตอบแทนเมื่อคุณโตเป็นผู้ใหญ่? การตื่นเช้า รับประทานผัก เวลาส่วนตัว และที่ขาดไม่ได้..วิตามินนั่นเอง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อบำรุงผิว รักษาสิว ลดเลือนรอยแผลเป็น ทำให้รอยบวมแดงจางจง และอื่นๆอีกมากมาย ยาวิเศษ? ฟังดูดีเกินไป อย่างไรก็ตามวิตามินเหล่านี้สามารถเนรมิตผิวสวยได้จริงหรือไม่? หรือเป็นแค่แฟชั่นประดับตู้กับข้าวเฉยๆ

ก่อนอื่นวิตามินเหล่านี้คืออะไร?

“อาหารเสริมความงาม” (แบรนด์ส่วนใหญ่นิยมใช้คำนี้) จริงๆเป็นเพียงวิตามินที่คุณสามารถหาซื้อได้ทุกที่โดยมีฉลากอวดอ้างสรรพคุณว่า “ผิวสวยใส” “เปล่งปลั่งสุขภาพดี” และ “รักษา” รอยคล้ำใต้ดวงตาได้ แต่ถ้าคุณสังเกตรายชื่อส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุดกลับมีแต่แร่ธาตุดาษดื่นทั่วไป เช่น แมกนีเซียม สังกะสี แคลเซียม วิตามินซี เอ และอี แม้ว่าวิตามินเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพผิวของคุณแต่คนส่วนใหญ่ก็ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวจากอาหารที่พวกเขารับประทานเข้าไปอยู่แล้ว

ประเด็นคืออะไร?

ไม่มีหลักฐานชัดเจนบ่งบอกว่าวิตามินรวมหรืออาหารเสริมความงามนั้นมีบทบาทสำคัญต่อสุขภาพผิวของคุณเว้นแต่ว่าคุณจะได้รับการตรวจแล้วว่ามีภาวะขาดวิตามิน นอกจากนี้ร่างกายของคนเรายังดูดซึมสารอาหารจากอาหารได้ดีกว่าจากยาเหล่านี้ด้วย ดังนั้นการรับประทานวิตามินจึงอาจมีปริมาณสูงไม่มากพอที่จะผ่านเข้าไปยังกระแสเลือดและส่งผลต่อผิวพรรณของคุณ

สรุปว่าวิตามินเหล่านี้ได้ผลจริงไหม?

ร่างกายของคุณอาจดูดซึมอาหารได้ดีในช่วงอายุ 20 ปีแต่เริ่มไม่ดีเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุ 30 ปี ด้วยเหตุนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงสามารถเติมเต็ม “ส่วนที่ขาดหายไป” ได้ โดยพื้นฐานแล้ววิตามินจะช่วยควบคุมระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบต่างๆได้ เช่น สิว โรคโรซาเซีย และโรคผิวหนังอักเสบ ดังนั้นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้จึงอาจมีประโยชน์ต่อผิวในกรณีที่ระดับวิตามินของคุณค่อนข้างต่ำ คุณจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจเพื่อให้รู้ว่าตัวเองมีภาวะขาดวิตามินหรือไม่ ที่สำคัญควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะเริ่มรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเนื่องจากอาจส่งผลข้างเคียงต่อร่างกายได้ วิตามินบีและซีจะละลายในน้ำซึ่งหมายความว่าร่างกายจะขับส่วนเกินออกทางปัสสาวะ แต่วิตามิน เอ ดี อี เค จะละลายในไขมันซึ่งหมายความว่าพวกมันจะสะสมอยู่ในตับและก่อให้เกิดความเสียหายหากคุณรับประทานมากเกินไป ทางที่ดีคุณควรทดลองรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทีละแบรนด์โดยเฉพาะถ้ามันมีส่วนประกอบเหมือนกับวิตามินรวมของคุณ

วิตามินจะออกฤทธิ์เมื่อไหร่?

วิตามินจะได้ผลก็ต่อเมื่อคุณรับประทานเข้าไปดังนั้นถ้าคุณต้องการเห็นผลระยะยาวคุณต้องรับประทานวิตามินทุกวันติดต่อกัน 4-6 เดือน อย่างไรก็ตามห้ามรับประทานเกินขนาดเด็ดขาดเนื่องจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้ไม่ได้ควบคุมโดยองค์การอาหารและยา

Blogger : Chloe Metzger

Source : marieclaire.com