Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

เหตุใดแบรนด์หรูอย่าง Burberry จึงต้องเผาสินค้าคงเหลือ
และพวกเขามีทางออกอย่างไร

เหตุใดแบรนด์หรูอย่าง Burberry จึงเผาสินค้าคงเหลือ

Photo Credit : Instagram @burberry | Instagram @burberry

เมื่อไม่นานมานี้ Burberry ได้ประกาศว่าพวกเขาจะหยุดเผาทำลายสินค้าคงเหลือโดยมีผลบังคับใช้ทันที การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นไม่เกินสองเดือนหลังจากที่สื่อรายงานว่าแบรนด์หรูดังกล่าวได้เผาทำลายเสื้อผ้า เครื่องประดับ และน้ำหอมในปี 2017 รวมมูลค่าประมาณ 37 ล้านเหรียญเพื่อปกป้องแบรนด์และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเอง

Burberry กล่าวว่านี่คือข้อตกลงใหม่ร่วมกัน “เราตั้งเป้านี้ไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นส่วนหนึ่งของวาระความรับผิดชอบ 5 ปีของเราซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อจัดการสาเหตุของขยะ เราเริ่มต้นนำสิ่งของกลับมาใช้ใหม่ ซ่อมแซม บริจาค หรือรีไซเคิลสินค้าที่ขายไม่ได้ จากนั้นก็พยายามสืบทอดเจตนารมณ์ต่อไป” ส่วนแบรนด์หรูอื่นๆอย่าง Chanel และ Louis Vuitton ก็เผาทำลายสินค้าคงเหลือเช่นกัน ทว่าไม่ได้มีแค่แบรนด์หรูเท่านั้นนะที่ทำแบบนี้ซึ่งเหตุผลก็มีอยู่สองข้อด้วยกัน

1. นี่คือการรักษาแบรนด์โดยเฉพาะแบรนด์หรูทั้งหลาย

ไม่สำคัญว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นจะขายในราคาเท่าไหร่ แต่บริษัทได้ลงทุนเงินและทรัพยากรในการสร้างและรักษาคุณค่าของแบรนด์เป็นจำนวนมหาศาล บางแบรนด์จะรู้สึกว่าพวกเขาไม่ต้องการให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองปรากฏอยู่ในภาพถ่ายหรือไม่ต้องการให้ผู้ที่ไม่มีกำลังซื้อได้เห็น ดังนั้นถ้ามีสินค้าคงเหลือพวกเขาก็อาจเลือกทำลายทิ้งแทนที่จะนำไปลดราคาในเอาต์เล็ต

2. สถานที่เก็บสินค้าคงเหลือก็อาจเป็นปัจจัยหนึ่ง

บางทีเหตุผลที่บางแบรนด์ตัดสินใจทำลายสินค้าคงเหลือก็คือต้นทุนการทำลายถูกกว่าที่จะส่งไปจำหน่ายยังประเทศอื่นๆ

มีทางเลือกอื่นๆไหม?

บางแบรนด์จะเลือกวิธีรีไซเคิลหรือบริจาคซึ่งล่าสุด Burberry ประกาศแล้วว่าพวกเขาทำทั้งสองวิธีนั้นแล้วและวางแผนที่จะ ‘สืบทอดเจตนารมณ์ต่อไป’ เราตั้งใจที่จะลดรอยเท้าสิ่งแวดล้อมและหาทางตอบแทนชุมชนที่เราอาศัยและทำงาน

แบรนด์ต่างๆสามารถมองภาพรวมที่ใหญ่กว่านี้

หากบริษัทต้องการลดปริมาณสินค้าคงเหลือ (หรือขยะ) ก็ควรวางแผนตั้งแต่ต้นว่าจะไม่ผลิตออกมามากเกินไป แบรนด์อาจเสียโอกาสในการขายถ้าพวกเขามีผลิตภัณฑ์ไม่มากพอแต่สุดท้ายพวกเขาก็ต้องเสียเงินในการทำลายสินค้าที่ผลิตและแจกจ่ายออกไปอยู่ดี การจำหน่ายสินค้าจำนวนน้อยก็สามารถรักษาเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ได้ในกรณีที่แบรนด์จำกัดปริมาณในการขายซึ่งจะยิ่งสร้างความพิเศษมากขึ้นอย่างเช่นแบรนด์ Supreme เป็นต้น อย่างไรก็ตามแบรนด์ต่างๆกำลังจัดการกับปัญหาผลิตภัณฑ์ที่มีจำนวนมากเกินไป ดังนั้นก็หวังว่าการตัดสินใจของ Burberry จะมีอิทธิพลต่อแบรนด์อื่นๆทั้งแบรนด์หรูและแบรนด์ทั่วไปเพื่อหยุดการเผาทำลายทิ้งเสีย

Blogger : Julia Brucculieri

Source : huffpost.com