Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

The Untold Truth of Listerine
ประวัติความเป็นมาของลิสเตอรีน

ประวัติความเป็นมาของลิสเตอรีน

เข้าไปในห้องน้ำสิ อยู่ในนั้นแล้วหรือยัง? เยี่ยม! คราวนี้ลองเปิดตู้ยาของคุณ มีอะไรบ้าง..ยาสีฟัน แปรงหวีผม แอลกอฮอล์เช็ดแผล น้ำยาบ้วนปากลิสเตอรีน เอาล่ะหยิบลิสเตอรีนออกมา เราอยากให้คุณคิดดีๆ..ว่ามันคืออะไร? จริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่? โอ้..อย่าเพิ่งคิดมาก คำตอบอยู่ตรงนี้แล้ว

ลิสเตอรีนคืออะไรกันแน่?

สำหรับใครที่ไม่ได้ใช้ลิสเตอรีนทุกคืน ขอบอกว่า..น่าอายมาก! (คุณอาจสงสัยว่า “เดี๋ยวนะทำไมต้องอายล่ะ!” และคำตอบก็คือ..เหมาะสมแล้ว) ลิสเตอรีนคือผลิตภัณฑ์ที่พบได้ทุกครัวเรือนซึ่งจะวางอยู่ถัดจากแปรงสีฟันและยาสีฟัน มันคือน้ำยาบ้วนปาก เพียงกลั้วให้ทั่วและบ้วนออกก็จะทำให้ช่องปากของคุณสะอาดพร้อมกับลมหายใจหอมสดชื่น นี่ล่ะคือลิสเตอรีนและสรรพคุณชั่วชีวิตของมัน ล้อเล่นน่า คุณคิดว่าเราจะเขียนบทความนี้ถ้ามันเป็นเรื่องจริงเหรอ? อันที่จริงลิสเตอรีนคือ..น้ำยาทำความสะอาดพื้น นอกจากจะช่วยทำความสะอาดพื้นแล้วยังสามารถรักษาโรคหนองในได้ด้วย แต่นั่นยังไม่ใช่จุดเริ่มต้น

เรื่องราวของ ดร.ลิสเตอร์

ย้อนกลับไปในช่วงยุคหินของวงการแพทย์ (ปลายยุค 1800) ขณะนั้นมีแพทย์ท่านหนึ่งนามว่าโจเซฟ ลิสเตอร์ซึ่งพบว่าการล้างมือเป็นความคิดที่น่าสนใจ ก่อนหน้านั้นแทบไม่มีแพทย์ท่านใดล้างมือก่อนที่จะเข้าไปผ่าตัดเลยและเชื่อว่าการติดเชื้อมาจากอากาศที่มีกลิ่นเหม็น ดร.ลิสเตอร์สังเกตว่าคนไข้ของเขาร้อยละ 45-50 เสียชีวิตด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดหลังจากที่ผ่าตัด ภายหลังเขาค้นพบว่าหากเขาล้างอุปกรณ์ (และมือ) ด้วยกรดคาร์บอลิก โอกาสในการเสียชีวิตของคนไข้ของเขาจะลดต่ำลง ไม่นานนักเขาก็ค้นพบทฤษฎีของหลุยส์ ปาสเตอร์เกี่ยวกับเชื้อจุลินทรีย์ที่ส่งผลเสียต่อมนุษย์ และเมื่อนำมาควบรวมเข้ากับน้ำยาทำความสะอาดก็กลายเป็นการปฏิวัติใช้ยาฆ่าเชื้อในวงการแพทย์ แล้ว..เกี่ยวกับลิสเตอรีนยังไงเหรอ? เอ่อ..

การถือกำเนิดของลิสเตอรีน

ลิสเตอร์กับลิสเตอรีนมีพยัญชนะบางตัวเหมือนกัน จริงๆก็หลายตัวเลยแหละ บอกเลยว่านี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ จอร์แดน วีท แลมเบิร์ท เป็นทั้งนักเคมีและนักธุรกิจที่ตัดสินใจผลิตผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อเพื่อการผ่าตัด และเพื่อเป็นการให้เกียรติ ดร.ลิสเตอร์ เขาจึงตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ฆ่าเชื้อของตัวเองว่า “ลิสเตอรีน” ทว่าก็ไม่สามารถสร้างเม็ดเงินได้มากพอ ดังนั้นแลมเบิร์ทกับ ดร.โจเซฟ ลอว์เรนซ์ ผู้ช่วยของเขาจึงวางจำหน่ายสินค้าอีกหลากหลายประเภท เช่น ผลิตภัณฑ์รักษารังแคและอาฟเตอร์เชฟ ควบคู่กับน้ำยาทำความสะอาดพื้นและรักษากามโรค สุดท้ายลิสเตอรีนก็ย้ายจากการตลาดเฉพาะบุคคลเป็นของใช้ในครัวเรือน

จากน้ำยาทำความสะอาดพื้นเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อลมหายใจหอมสดชื่น

หลายปีต่อมาเจอร์รี่ หลานชายของแลมเบิร์ทก็ได้เข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัวและเริ่มเป็นที่ชัดเจนแล้วว่าลิสเตอรีนขายไม่ดีเลย ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการปรับปรุงใหม่! เรามาทำความรู้จักกับ Halitosis หรือกลิ่นปากกันดีกว่า นักโฆษณามักจะประดิษฐ์คำศัพท์ให้ดูน่ากลัวเพื่อให้คุณยอมควักเงินซื้อผลิตภัณฑ์ของพวกเขา เช่น ผลิตภัณฑ์รักษากลิ่นปาก (Halitosis Appeal) เกือบทุกอย่างในร่างกายที่คุณไม่ชอบ เช่น สิว พุง ศีรษะเถิก คางสองชั้น และผิวแห้ง เป็นต้น ลักษณะทั้งหมดนี้คุณจะไม่รู้ว่าไม่ดีจนกว่านักโฆษณาที่ต้องการขายของจะบอกคุณว่าไม่ดี

แล้ว Halitosis คืออะไร?

โดยพื้นฐานแล้ว “Halitosis” เป็นคำสนธิของภาษาละติน คุณรู้ไหมว่ามันคืออะไร? ไม่มีใครในยุค 30 รู้แม้แต่คนเดียว! Halitus เป็นภาษาละตินแปลว่า “ลมหายใจ” ขณะที่ Osis เป็นภาษาละตินแปลว่า “โรค” หรือสรุปสั้นๆหมายความว่า “กลิ่นปาก” แล้วคุณว่า “กลิ่นปาก”ฟังดูน่ากลัวเท่ากับคำว่า “Halitosis” ไหมล่ะ? ไม่แน่นอน! กลิ่นปากเป็นปัญหาที่สามารถแก้ได้ด้วยใบมินต์ ขณะที่ Halitosis ฟังดูน่ากลัวพอๆกับ Gingivitis (เหงือกอักเสบ) หรือ Hepatitis (ไวรัสตับอักเสบ) การเลือกใช้คำน่ากลัวอย่าง “Halitosis” ทำให้ผู้ผลิตลิสเตอรีนมีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมือ โต๊ะทำงาน และห้องน้ำสำหรับทุกคนในอเมริกาเลย ดังนั้นคราวหน้าถ้าคุณเอื้อมมือไปหยิบน้ำยาบ้วนปาก อย่าลืมว่าปู่ย่าตายายของคุณก็เคยใช้มันรักษาโรคหนองในมาก่อน เย้! ขอให้ทุกคนมีลมหายใจหอมสดชื่นนะ

Blogger : Tara Marie

Source : grunge.com