Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

The Untold Truth of the Fitbit
ความจริงของ Fitbit ที่ไม่เคยถูกเปิดเผยมาก่อน

 

 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 

 

A post shared by fitbit (@fitbit) on

Fitbit ได้สร้างกระแสให้กับแวดวงการออกกำลังกายอย่างมหาศาลและเชื่อไหมว่าทุกวันนี้มีหลายคนที่ขาดอุปกรณ์ชิ้นนี้ไม่ได้ วันๆคุณจะเอาแต่ดูว่าตัวเองเดินได้กี่ก้าวหรือนอนหลับกี่ชั่วโมงหรืออัตราการเต้นของหัวใจขณะคาร์ดิโอครั้งล่าสุด แต่ก็ยังมีความจริงอีกหลายอย่างของ Fitbit ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้มาก่อน

มีอำนาจเด็ดขาด

สุขภาพและพฤติกรรมต่างๆล้วนถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของคุณ ในปี 2015 บริษัทประกันภัยสัญชาติสวิสแห่งหนึ่งได้ริเริ่มโครงการ MyStep โดยให้คุณเดินวันละ 10,000 ก้าวเพื่อเป็นการรักษาสุขภาพของตัวเอง ส่วนผู้ที่เดินไม่ถึงตามจำนวนที่กำหนดหรือไม่ได้เข้าร่วมโครงการนี้จะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้น ขณะที่มหาวิทยาลัยออรัลโรเบิร์ตได้ตั้งกฎใหม่สำหรับนักศึกษาโดยให้พวกเขาสวม Fitbit และถ้ากิจกรรมการออกกำลังกายของพวกเขาอยู่ในระดับที่ต่ำมากเกินไปผลการเรียนของพวกเขาก็จะตกลงตามไปด้วย ทว่าก็มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการละเมิดความเป็นส่วนตัวมากเกินไป

มีข้อมูลที่ผิดพลาดและน่าอับอายรั่วไหล

ปี 2011 ผู้ใช้ Fitbit ต่างพากันตกใจเนื่องจากพวกเขาสามารถค้นหาข้อมูลของใครก็ได้ผ่านทางกูเกิ้ล ยังไม่รวมถึงประเภทของการออกกำลังกายที่คุณเข้าร่วมและข้อมูลส่วนตัวอื่นๆด้วย หลังจากนั้นการตั้งค่าเริ่มต้นของ Fitbit ก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นส่วนตัวแต่นั่นยังไม่ใช่จุดจบของปัญหานี้ ในเดือนมกราคม ปี 2016 ผู้ใช้ Fitbit บางส่วนพบว่าบัญชีของพวกเขาถูกแฮกโดยโจรไซเบอร์ และอีกหนึ่งเดือนต่อมาเหตุการณ์ก็เริ่มทวีความน่ากลัวขึ้นเมื่อกลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโตรอนโตพบข้อมูลที่ถูกถ่ายทอดจากอุปกรณ์ติดตามผลการออกกำลังกายซึ่งรวมถึง Fitbit (ยกเว้นนาฬิกา Apple Watch) นอกจากนี้พวกเขายังพบข้อมูลที่ถูกอ่านโดยอุปกรณ์ไร้สายด้วย

กฎหมายตามไม่ทันเทคโนโลยีนี้

ในปี 1996 กฏหมายว่าด้วยการควบคุมและการส่งผ่านข้อมูลทางด้านการประกันสุขภาพยังไม่ครอบคลุมถึงอุปกรณ์ต่างๆอย่าง Fitbit ในแต่ละวันคุณจะสวม Fitbit เพื่อบันทึกข้อมูลส่วนตัวตลอดจนการเคลื่อนไหวต่างๆ แต่มันก็อาจไม่ส่วนตัวอย่างที่คุณคิดนะ

 

 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 

 

A post shared by fitbit (@fitbit) on

มันสามารถช่วยชีวิตคุณได้

ในปี 2016 Fitbit สามารถช่วยชีวิตเจ้าของผู้สวมใส่มันได้ เขาถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในรัฐนิวเจอร์ซีย์ด้วยภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ปัญหาคือแพทย์ไม่ทราบว่าอาการนี้ร้ายแรงหรือไม่ซึ่งหากรักษาเขาด้วยวิธีมาตรฐานก็อาจทำให้เขาเสียชีวิตได้แต่ถ้าไม่รักษาก็อาจทำให้เสียชีวิตได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นแพทย์จึงหยิบ Fitbit กับโทรศัพท์ของเขาออกมาและตรวจสอบประวัติล่าสุดพร้อมกับอัตราการเต้นของหัวใจ ในที่สุดแพทย์ก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นและสามารถรักษาได้อย่างถูกวิธี

อุปกรณ์วัดชีพจรที่ไม่แม่นยำ

ในปี 2016 Fitbit เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นอุปกรณ์วัดชีพจรที่ไม่แม่นยำ แต่ Fitbit ก็ออกแถลงการณ์ว่าพวกเขาใช้เทคโนโลยีดังกล่าวและพร้อมไปศาลเพื่อแก้ต่างข้อกล่าวหานั้น อุปกรณ์ติดตามผลการออกกำลังกาย Fitbit ถูกออกแบบมาเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพและเป้าหมายการออกกำลังกายแก่ผู้ใช้เท่านั้น..ไม่ใช่เครื่องมือวิทยาศาสตร์หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์

ปฏิวัติวงการได้มากกว่าที่คุณคิด

ความเป็นที่นิยมของเทคโนโลยี Fitbit อาจเป็นใบเบิกทางสู่การเป็นผู้นำอุปกรณ์สวมใส่ทั้งหมด ขณะที่ Fitbit ช่วยเรานับก้าวหรือนับปริมาณแคลอรี่ที่ถูกเผาผลาญในแต่ละวันได้ แต่ความสำเร็จของอุปกรณ์ชนิดนี้ก็กำลังกระตุ้นให้บริษัทอื่นๆรู้จักคิดนอกกรอบและนำมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีสวมใส่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น Spire ซึ่งถูกออกแบบโดยมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดไว้สำหรับวัดการหายใจและการก้าวของคุณเพื่อรวบรวมข้อมูลและเตือนคุณในกรณีที่ระดับความเครียดเพิ่มขึ้น ส่วน Quitbit จะเชื่อมต่อกับแอพในโทรศัพท์เพื่อบันทึกปริมาณการสูบบุหรี่ของคุณและเป็นแนวทางในการเลิกบุหรี่ด้วย แล้วถ้าคุณนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งวันและมีอาการปวดคอปวดไหล่ล่ะก็ Lumo Back จะบันทึกระยะเวลาที่คุณนั่งพร้อมกับสั่นเตือนเมื่อจับได้ว่าคุณกำลังนั่งหลังค่อม

 

 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 

 

A post shared by fitbit (@fitbit) on

ควบคุมความเครียดและความวิตกกังวลรวมถึงความแข็งแรงด้วย

Fitbit สามารถบอกได้ถึงความแข็งแรงของร่างกายรวมทั้งอารมณ์ของคนเราด้วย แม้กระทั่งอัตราการเต้นของหัวใจหลังจากที่เลิกกับคนรักก็สามารถแสดงออกมาได้เช่นกัน

บอกได้ว่าคุณตั้งครรภ์หรือไม่

หนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกถึงการตั้งครรภ์คืออัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น ปริมาตรเลือดในร่างกายจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 50 ในช่วงไตรมาสแรกขณะที่อัตราการเต้นของหัวใจจะเพิ่มขึ้น 10-15 ครั้งต่อนาที

ทำให้หลายคนมีน้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลง

นี่ไม่ใช่ความผิดของ Fitbit เมื่อมหาวิทยาลัยพิตต์สเบิร์กได้สำรวจผู้ที่รับประทานอาหารแคลอรี่ต่ำและออกกำลังกายมากกว่าปกติจำนวน 470 คนและพบว่าครึ่งหนึ่งในนั้นมีน้ำหนักตัวลดลง ส่วนผู้ที่สวมอุปกรณ์ติดตามผลการออกกำลังกายยี่ห้ออื่น (ที่ไม่ใช่ Fitbit) จะลดน้ำหนักได้น้อยกว่า

เกี่ยวข้องกับจิตวิทยามากพอๆกับสรีรวิทยา

ยอมรับเถอะว่าเราทุกคนต้องการลดน้ำหนักและทำให้การมีสุขภาพที่แข็งแรงกลายเป็นเรื่องง่าย เราสวม Fitbit เพื่อบันทึกข้อมูลต่างๆและเตือนตัวเองให้ทำตามเป้าหมาย แล้วสิ่งที่ Fitbit ไม่สามารถบันทึกได้ล่ะ? แม้ว่าเทคโนโลยีใน Fitbit จะเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อแต่ปัจจัยทางจิตวิทยาต่างหากที่ทำให้คุณบรรลุเป้าหมายที่หวังเอาไว้ ส่วนหนึ่งมาจากแรงจูงใจที่เกิดขึ้นเมื่อคุณเห็นตัวเองมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังช่วยให้คุณใส่ใจในสิ่งที่ทำทุกวันไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือนั่งทำงาน และสติก็คือสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เราสามารถทำทุกอย่างนี้โดยที่ไม่มี Fitbit ได้ไหม? ได้สิ แต่คุณก็ต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายให้กลายเป็นเกมนั้นก็เป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะต้านทานไหว

 

 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 

 

A post shared by fitbit (@fitbit) on

Blogger : Debra Kelly

Twitter : @_EllaSaturday

Source : thelist.com