Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

Social media has made us obsessed with making life look perfect
โซเชียลมีเดียทำให้เราหมกมุ่นอยู่กับวัฒนธรรมขี้อวด..จริงหรือไม่?

โซเชียลมีเดียทำให้หมกมุ่นกับวัฒนธรรมขี้อวด

ปัจจุบันนี้ภาพลักษณ์ต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง ผู้คนเริ่มกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับการประกาศให้โลกรู้ว่าชีวิตของฉันมีความสุขนะ ดูสิหรูเริ่ดเชียวล่ะ! และจะต้องสื่อสารออกไปให้คนอื่นได้รับรู้ ไม่สามารถเก็บมันไว้ได้คนเดียวอีกต่อไป

หากสาวน้อยคนหนึ่งซื้อกระโปรงตัวใหม่ก็มีแนวโน้มว่าเธอจะใส่กระโปรงตัวนั้นเพื่อถ่ายรูปลง Facebook แทนที่จะไปปาร์ตี้สนุกกับเพื่อนๆ หรือหากคุณไปเที่ยวบาร์ ผู้คนกว่าครึ่งหนึ่งในนั้นอาจถ่ายรูปลงโทรศัพท์มือถือไปแล้ว พวกเขาจะอวดว่าตัวเองมีความสุขอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต แต่ในความเป็นจริงแล้วพวกเขาอาจไม่รู้แม้กระทั่งวิธีเข้าไปสนทนากับผู้อื่นเลยด้วยซ้ำ

โซเชียลมีเดียกับวัฒนธรรมขี้อวด

บอกเลยว่าเพื่อนๆของคุณทุกคนในโลกออนไลน์กำลังขายฝัน พวกเขาจะอัพโหลดแต่ภาพที่เลิศเลอเพอร์เฟคให้เพื่อนๆคนอื่นอิจฉา ดังนั้นภาพทั้งหมดจะสวยเป๊ะทุกองศา ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้อง, แสงไฟ และสุดยอดแอพพลิเคชั่นที่จะทำให้คุณดูฟรุ้งฟริ้ง ต้องขอบคุณแสงไฟหรี่สลัวในภัตตาคารสุดหรูที่ทำให้คู่เดทดูสวยกว่าตัวจริงมาก ไม่ใช่เพราะว่ามาตรฐานของเขาต่ำ แต่เพราะคุณรู้ว่าความไม่สมบูรณ์เล็กๆน้อยๆนั้นไม่ใช่จุดจบของโลก อันที่จริงสิ่งเหล่านั้นทำให้เราดูดีซะมากกว่า

โซเชียลมีเดียทำให้เราขี้อวด

แต่แน่นอนว่ามีบางคนที่มีคนรักอยู่แล้ว คนที่คุณมีความสัมพันธ์แบบไร้การเชื่อมต่อทางอินเตอร์เน็ต แต่สำหรับคู่รักส่วนใหญ่ความรักของพวกเขาถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จจนกระทั่งมาอยู่ใน Facebook หากมีคนซื้อดอกไม้ให้คุณเชื่อสิว่าคุณต้องถ่ายรูปและเอาลงในโซเชียลมีเดีย และนั่นแปลว่าคุณจะไม่มีความสุขหากไม่มีคนรับรู้เรื่องนี้งั้นเหรอ? บรรดาคนโสดจะเริ่มรู้สึกไม่พอใจเนื่องจากเหมือนเป็นการย้ำเตือนว่าพวกเขาไร้ความสามารถในการหาคู่ ดังนั้นเราควรปล่อยให้คนเหล่านั้นประเคนของให้กันและกัน แล้วจะไปดื่มด่ำกันต่อที่ปารีสหรือที่ไหนก็เชิญเลยตามสบาย อย่าเก็บเอามาคิดมาก เชื่อสิ!

โซเชียลมีเดียทำให้เป็นคนขี้อวด

ไม่ใช่เรื่องยากเลยที่เราจะลืมคนที่ชอบโพสต์แต่ประสบการณ์ดีๆน่าอิจฉาและเก็บเอาแต่เรื่องแย่ๆทั้งหมดไว้เป็นความลับ บางครั้งคุณอาจรู้สึกล้มเหลวในชีวิตเมื่อเห็นรูปอันน่าอภิรมย์ของคนอื่น แต่จริงๆแล้วชีวิตของคนเหล่านั้นอาจไม่ได้เป็นอย่างที่ตาคุณเห็นก็ได้นะ ใครจะรู้?

นอกจากนี้ยังมีคนมองว่าความสำเร็จในชีวิตรักสามารถวัดได้จากจำนวนรูปที่คุณถ่ายคู่กับคนสำคัญ ขณะที่คนที่ไม่เคยโพสต์รูปเลยจะถูกมองว่ามีความสัมพันธ์ที่ล้มเหลวและมีชีวิตคู่ที่ไม่ประสบความสำเร็จ

ความสุขไม่ได้วัดโดยโซเชียลมีเดีย

บางครั้งฉันยังสงสัยว่าคนที่อยากเจอเพื่อน เป็นเพราะเขาคิดถึงเพื่อนจริงๆหรือเพราะเขายังไม่ได้อัพเดทเรื่องราวชีวิตในช่วงหกชั่วโมงที่ผ่านมาและต้องการประกาศให้โลกรู้ว่าเขากำลังมีช่วงเวลาที่สนุกกันแน่ ความจริงคือวัฒนธรรมขี้อวดนี้เกิดจากการที่เรามัวแต่วุ่นวายอยู่กับเปลือกนอกของชีวิต แต่ลืมไปว่าเราควรจะใช้ชีวิตจริงๆให้สนุกจะดีกว่า เชื่อสิประโยคที่ว่า “เฮ้ยจำได้ไหมตอนที่เราถ่ายรูปในรถตั้ง 37 รูปแล้วอัพโหลดลงในเฟซบุ๊คพร้อมกัน” มันไม่ใช่ประสบการณ์ที่น่าจดจำอะไรหรอก มันไม่ได้ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นด้วยซ้ำไป

ปัจจุบันชีวิตไม่ต่างอะไรจากการแข่งขันกันเอง และดูเหมือนว่าเราจะไม่สนใจแล้วว่าเรามีเพื่อนในชีวิตจริงมากแค่ไหน แต่ทุกอย่างกลับกลายเป็นขึ้นอยู่กับว่าเรามีผู้ติดตามทาง Twitter เท่าไหร่ มีหลายคนที่ลงรูปในอินสตาแกรมและลบออกในเช้าวันรุ่งขึ้นเพียงเพราะว่าไม่ค่อยมีคนกด Like ซึ่งอาจสะท้อนให้เห็นว่าในชีวิตจริงพวกเขาก็ไม่ได้มีเพื่อนเยอะเช่นกัน

อย่าตกเป็นเหยื่อของโซเชียลมีเดีย มีหลายคนที่แทบไม่เคยได้รับ Like แบบถล่มทลายในอินสตาแกรมแต่ปรากฏว่าในชีวิตจริงพวกเขามีเพื่อนนับไม่ถ้วน ขณะที่บางคนได้ Like เป็นร้อยแต่จริงๆอาจเป็นคนที่เหงาที่สุดในโลกก็เป็นได้

ความสุขที่เห็นในโซเชียลมีเดีย

หรือคู่รักบางคู่อาจแทบไม่เคยอัพโหลดรูปของตัวเองลงบนโลกออนไลน์เลย แต่พวกเขากลับมีความสุขล้นเหลือยิ่งกว่าคู่ที่แชร์รูปทุกวันทุกคืนจนล้นหน้ากระดานข่าวของคุณ บางคนที่ไม่เคยอวดอาจผ่อนบ้านหลังแรกไปได้ครึ่งทางแล้ว ขณะที่อีกคนซึ่งถ่ายรูปตัวเองเป็นแขกคนสำคัญในงานปาร์ตี้อยู่บ่อยๆแต่กลับไม่มีสมบัติเป็นของตัวเองสักชิ้นเดียว

ดังนั้นอย่าเชื่อทุกสิ่งที่คุณเห็นในโลกออนไลน์
เนื่องจากมันอาจเป็นการสร้างภาพทั้งสิ้น โปรดใช้วิจารณญาณในการรับชม

Source : elitedaily.com/life/social-media-made-us-obsessed-making-life-look-perfect/911522/