Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

สาระน่ารู้ นอกจากความอร่อย
สาหร่ายยังช่วยต่อสู้กับภาวะโลกร้อนได้ด้วย

นอกจากอร่อย สาหร่ายยังช่วยต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

ตอนที่เบรน สมิธเริ่มปลูกสาหร่ายเมื่อ 15 ปีก่อนเขาถูกเพื่อนชาวประมงหัวเราะเยาะใส่แต่ก็ยังทำต่อไปอย่างเงียบๆ เขามองเห็นผลกระทบจากการประมงเกินขีดจำกัดหลังจากที่จับปลาคอดในทะเลเบริงนานติดต่อกันหลายปีและรู้ว่าควรลงมือทำอะไรสักอย่างในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจุบันชาวประมงเหล่านี้เลิกหัวเราะเยาะเขาแล้วและทุกคนต้องการคำแนะนำจากเขา

สมิธได้ก่อตั้ง GreenWave องค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อสร้างแบบจำลองการเพาะเลี้ยงในมหาสมุทร 3 มิติทั้งการเพาะเลี้ยงสาหร่ายและสัตว์ที่ช่วยในการฟื้นฟูอย่างหอยนางรม หอยกาบ และหอยพัด การเพาะเลี้ยงสาหร่ายเป็นวิธีที่ยั่งยืนกว่าการเก็บเกี่ยวในธรรมชาติซึ่งอาจทำลายระบบนิเวศอันมีค่าได้

เหตุใดจึงต้องเป็นสาหร่าย

สมิธเล่าถึงตอนที่ตัดสินใจเริ่มเพาะเลี้ยงสาหร่ายว่า “หากคุณถามมหาสมุทรว่าจะเพาะเลี้ยงอะไรดี มันคงตอบว่าก็เพาะเลี้ยงสิ่งที่คุณไม่จำเป็นต้องให้อาหารและไม่ว่ายหนีไปสิ” ทันใดนั้นภาพการเก็บเกี่ยวสาหร่ายก็ผุดขึ้นมาในหัว “สาหร่ายเปรียบเสมือนเทคโนโลยีในโลกแห่งธรรมชาติที่สามารถช่วยโลกและฟื้นฟูทะเลได้เมื่อสภาพภูมิอากาศตกอยู่ในภาวะวิกฤต” ประโยชน์ของการเพาะเลี้ยงสาหร่ายมีมากมายนับไม่ถ้วน สาหร่ายเป็นพืชที่ไม่ต้องป้อนอาหาร ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ย สิ่งที่ต้องใช้ในการเพาะเลี้ยงจริงๆมีแค่น้ำ เชือก และทุ่นเท่านั้น พืชทะเลดังกล่าวยังทำหน้าที่เป็นตัวกรองน้ำอีกด้วย มันสามารถดักจับคาร์บอนได้มากกว่าพืชทะเลชนิดอื่นๆรวมกันทั้งหมด แถมยังช่วยขจัดมลพิษเช่นฟอสฟอรัสและไนโตรเจนจากน้ำเสีย การปล่อยน้ำที่ใช้ในอุตสาหกรรม หรือการเพาะเลี้ยงปลา ในยุคของภาวะโลกร้อนการเพาะเลี้ยงสาหร่ายจะทำหน้าที่เป็นโขดหินเทียมและช่วยป้องกันพายุ สาหร่ายอุดมไปด้วยวิตามินและไขมันโอเมก้า 3 จน ดร.แฟรงก์ ลิปแมน แพทย์สมุทัยเวชศาสตร์ถึงขั้นยกให้สาหร่ายเป็น “เคลใหม่”

เป็นมากกว่าขนมอบเกลือ

กลุ่มนักวิจัยในแคลิฟอร์เนียได้ทดลองให้บรรดาสัตว์ในฟาร์มกินสาหร่ายและพบว่ามันช่วยลดปริมาณมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกในกระเพาะอาหารของวัวได้ สัตว์เหล่านี้จะปล่อยก๊าซมีเทนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศในระหว่างกระบวนการย่อยอาหาร วัวจะเรอคราวละหนึ่งนาที โดยเฉพาะในแคลิฟอร์เนียเพียงแห่งเดียวจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 11.5 ล้านตันทุกปีหรือเท่ากับรถจำนวน 2.5 ล้านคันและสาหร่ายสามารถลดปริมาณดังกล่าวลงได้มากถึงร้อยละ 30-50 สาหร่ายยังมีบทบาทในโลกของความงามและแฟชั่นด้วย ปัจจุบันมีการจำหน่ายเสื้อยืดซึ่งทำจากส่วนผสมระหว่างสาหร่ายกับเซลลูโลส (และบริจาคให้กับองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรของสมิธ) ขณะที่ PANGAIA บริษัทเสื้อผ้าที่มีการทดลองใช้วัสดุชีวภาพในการผลิตเสื้อยืดผ้าฝ้ายร้อยละ 80 กับสาหร่ายร้อยละ 20 เมื่อเก็บเกี่ยวสาหร่ายบริษัทจะนำไปอบแห้งและบดเป็นผงละเอียดจากนั้นก็ทำเป็นเส้นใยที่สามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้ เส้นใยสาหร่ายจะอ่อนนุ่มและมีน้ำหนักเบา สุดท้ายเราก็จะเพิ่มสัดส่วนของสาหร่ายในเสื้อยืด วัตถุดิบดังกล่าวอาจเป็นทางเลือกหนึ่งของบรรจุภัณฑ์พลาสติก ในงานวิ่งมาราธอนที่ลอนดอนครั้งล่าสุดมีการใช้ขวดน้ำที่ทำจากสาหร่ายแทนพลาสติก สมิธกล่าวว่า “ฟาร์มของเราสามารถสร้างสรรค์บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคตได้ ทั้งสารพัดประโยชน์และใช้งานได้หลายแง่มุม”

การเพาะเลี้ยงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ปัจจุบัน GreenWave ได้ฝึกอบรมและสนับสนุนชาวประมงและผู้ประกอบการมากกว่า 50 ราย เป้าหมายคือเพื่อสร้างกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงริมชายฝั่งที่มีสมาชิกจำนวน 50 ราย (ธนาคารโลกชี้ว่าการเพาะเลี้ยงสาหร่ายกลายเป็นแหล่งเสริมสร้างรายได้ในอนาคตโดยเฉพาะในประเทศที่กำลังพัฒนา) สมิธกล่าวว่า “เราต้องการสร้างฟาร์ม 500 แห่งในห้าปีในสิบเขต เราคิดว่านี่จะเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตและก้าวไปอีกขั้นอย่างรวดเร็ว” วิสัยทัศน์ของสมิธไม่ได้เป็นรูปเป็นร่างในชั่วเวลาเพียงข้ามคืนขณะที่โครงสร้างพื้นฐานบนบกก็มีต้นทุนสูงมากบวกกับสภาพอากาศในมหาสมุทรที่ไม่อาจคาดเดาได้เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนั้นส่งผลกระทบต่อผลผลิต แต่เขามั่นใจว่าชาวประมงรุ่นต่อไปจะรับมือกับอุปสรรคนี้ได้ สมิธกล่าวว่า “ผมมองว่าอดีตชาวประมง ผู้หญิง และชุมชน First Nation คือกลุ่มผู้นำของการเปลี่ยนแปลงนี้ เราขอส่งมอบภารกิจนี้ให้แก่ชาวประมงรุ่นต่อไป พวกเขาจะได้รับการปลูกฝังว่าสาหร่ายไม่ใช่แค่อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเท่านั้น

Blogger : Emma Loewe

Source : mindbodygreen.com