Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Why We Need To Stop Calling Women “Girls”
เหตุใดเราจึงควรเลิกเรียกผู้หญิงว่า “สาวน้อย”

เหตุใดจึงควรเลิกเรียกผู้หญิงว่าสาวน้อย

“มีอะไรให้ช่วยไหมสาวน้อย?” นี่เป็นคำถามแรกที่ฉันกับเพื่อนๆมักจะได้ยินเวลาสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มในภัตตาคารหรือบาร์ ประชากรผู้ชายส่วนใหญ่ก็ชอบใช้วลีนี้กับผู้หญิงจำนวนมาก..มากจนฉันไม่รู้สึกสะดุ้งอีกต่อไปแม้ว่าจะเป็นคำที่ฉันไม่อยากได้ยินก็ตาม งั้นเรามาคุยกันเรื่องความหมายของคำว่า “สาวน้อย” อีกที จาก Dictionary.com อธิบายว่าคำว่า “สาวน้อย” จะหมายถึง “เด็กผู้หญิงตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงผู้ใหญ่” หรือ “ผู้หญิงวัยรุ่นที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ” สังคมของเรามักจะใช้คำว่า “สาวน้อย” โดยไม่คำนึงถึงว่าผู้หญิงที่พวกเขากำลังพูดถึงมีอายุมากแค่ไหนแล้วไม่ว่าจะเป็นเพลงจากวิทยุ เพื่อนๆและครอบครัว หรือแม้แต่หัวหน้าในที่ทำงาน ส่วนใหญ่หลายคนใช้คำนี้เนื่องจากความเอ็นดูแต่ก็ใช่ว่าจะทำให้อะไรดีขึ้น นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมของเราไม่เคารพผู้หญิงเท่าที่ควร และนี่คือ 5 ปัญหากับการเรียกผู้หญิงว่า “สาวน้อย”

1. ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นเด็ก

เด็กผู้หญิงคือบุคคลที่อายุต่ำกว่า 18 ปีและยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ดังนั้นเมื่อคุณใช้คำว่า “สาวน้อย” ในการอ้างอิงถึงผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จและทำงานหนักล่ะก็..หมายความว่าคุณกำลังมองข้ามความสำเร็จและทำลายวุฒิภาวะของเธอรวมถึงกล่าวเป็นนัยๆว่าเธอยังต้องได้รับการดูแลจากผู้ปกครอง จงจำไว้ว่าในพจนานุกรมนิยามคำว่า “สาวน้อย” ว่าเป็น “ผู้หญิงวัยรุ่นที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ” ดังนั้นถ้าคุณได้ยินหัวหน้าหรือหุ้นส่วนพูดถึงคุณและผู้หญิงคนอื่นแบบนี้ก็บ่งบอกได้เลยว่าพวกเขาไม่เคารพคุณ

2. แฝงการแบ่งแยกเพศ

เมื่อชายแปลกหน้าคนหนึ่งต้องการเรียกผู้หญิงที่ยืนอยู่ริมถนน เป็นไปได้ว่าเขาจะใช้คำว่า “ไง สาวน้อย!” ขณะเดียวกันในรายการโทรทัศน์ชื่อดังต่างๆก็มักใช้คำนี้เช่นกัน ในทางกลับกันผู้ชายจะใช้คำว่า “สาวน้อย” เมื่อพวกเขาถูกใจหรือต้องการจีบผู้หญิง

3. เป็นการกระทำที่หลอกผู้หญิงว่ายังดูอ่อนเยาว์อยู่

สังคมเราหมกมุ่นอยู่กับการคงความอ่อนเยาว์ของผู้หญิงและผู้ชายก็มักจะไล่ตามผู้หญิงที่เด็กกว่า ผลที่ตามมาคือผู้หญิงจะปรารถนาให้ตัวเองดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอแม้ว่าผู้หญิงสูงวัยจะดูสวยและฉลาดก็ตาม ราวกับว่าผู้ชายต้องการให้ผู้หญิงเราดูเด็กและทำตัวเหมือนเด็กเพราะจะดูมีเสน่ห์มากที่สุดสำหรับพวกเขา ผู้ชายส่วนมากขยาดกับแนวคิด “ผู้หญิงแกร่ง” ดังนั้นพวกเขาจึงอยากให้เรากลายเป็นเด็กที่น่ารักและบอบบางน่าทะนุถนอม ส่วนผู้ชายที่ตกหลุมรักสาวแกร่งและรักอิสระจะพบเห็นได้แค่ในภาพยนตร์เท่านั้น

4. ไม่มีความเท่าเทียมกับผู้ชาย

บางคนอาจเถียงว่าเรายังเรียกผู้ชายว่า “หนุ่มๆ” เลย แต่รู้ไหมว่ามันเทียบกันไม่ได้กับการเรียกผู้หญิงว่า “สาวน้อย” เรามักจะถูกเรียกว่าสาวน้อยหรือผู้หญิง ขณะที่ผู้ชายจะถูกเรียกว่าเจ้าหนูตามด้วยไอ้หนุ่มและผู้ชาย เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมคุณจะไม่ได้ยินใครเรียกน้องชายหรือเพื่อนๆของเขาว่า “เด็กน้อย” นอกจากแม่ของคุณอีกแล้ว ยกตัวอย่างนะ..คุณเคยได้ยินหัวหน้าเรียกเพื่อนร่วมงานของคุณที่เป็นผู้ชายในการประชุมครั้งสำคัญว่า “เจ้าหนู” หรือเปล่าล่ะ? นอกจากนี้ยังไม่มีคำใดที่ใช้เรียกผู้ชายแฝงไว้ด้วยการแบ่งแยกเพศเลย

5. ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับผู้อื่น

ภาษามีบทบาทที่สำคัญมากไม่ว่าจะเป็นทัศนคติที่มีต่อโลก การปฏิบัติต่อผู้อื่น และวิธีปฏิบัติต่อตัวเอง การใช้คำว่า “สาวน้อย” กับผู้หญิงอาจฟังดูเป็นเรื่องเล็กน้อยแต่เมื่อเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกก็อาจทำให้เรารู้สึกไร้ค่าและไม่มีวุฒิภาวะเท่ากับผู้ชาย เราไม่ใช่เด็กๆแล้ว เราไม่ใช่วัยรุ่นที่ต้องการความช่วยเหลือเพื่อให้สามารถฝ่าฟันอุปสรรคในแต่ละวันไปได้ ดังนั้นเลิกทำตัวราวกับว่าเรายังเป็นเด็ก แล้วสุดท้ายคุณจะเห็นว่าเราทุกคนมีความเท่าเทียมกัน

Blogger : Gina M. Florio

Source : bustle.com