Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

วัยรุ่นโอดครวญ “เกิดเป็นประชากรยุคมิลเลนเนียล
ช่างลำบากเหลือเกิน..ทำไมไม่เกิดเร็วกว่านี้”

เกิดยุคมิลเลนเนียลช่างลำบาก ทำไมไม่เกิดเร็วกว่านี้

ดูเหมือนเราทุกคนอยากจะพูดว่าทุกวันนี้มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกไม่ว่าจะเป็นเพศ เชื้อชาติ การเมือง หรือแม้แต่การเลือกรับประทานอาหาร การถกเถียงกันเรื่องความแตกต่างบนโลกอินเทอร์เน็ตกลายเป็นกิจกรรมหลักๆที่ทำให้คนเราชะงักและหยุดอยู่กับที่

นี่คือข้อแตกต่างระหว่างวัยซึ่งกลายเป็นกระแสหลังจากที่มีการเปรียบเทียบกันระหว่างวัยรุ่นยุคนี้กับพ่อแม่ของพวกเขาในยุคเบบี้บูม เช่น หนี้การศึกษาที่สูงขึ้น ค่าแรงที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ และราคาบ้านที่สูงเกินเอื้อมสำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป แน่นอนว่าทุกคนย่อมเคยผ่านประสบการณ์ต่างๆมาและบางคนก็ไม่เห็นด้วย แต่เชื่อเถอะว่าการทำงานหนักและการเสียสละย่อมได้รางวัลเป็นผลตอบแทนเสมอ และขณะที่เรามัวแต่เถียงกันเองรู้หรือไม่ว่าต้นเหตุจริงๆนั้นเกี่ยวข้องกับธุรกิจของพวกเขา คุณสามารถเลื่อนลงไปอ่านโพสต์ต่างๆได้ด้วยตัวเองและกรุณาบอกให้เรารู้ด้วยว่าคุณมีความคิดเห็นอย่างไร

เกิดเป็นประชากรยุคมิลเลนเนียลช่างลำบากเหลือเกิน..ทำไมไม่เกิดเร็วกว่านี้

รุ่นของคุณเป็นรุ่นที่คุณครูสองคนสามารถซื้อบ้านสี่ห้องนอนในซานดิเอโก้ รัฐแคลิฟอร์เนีย จากนั้นก็กู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและส่งลูกสองคนเรียนโรงเรียนเอกชนได้ (เช่น พ่อแม่ของฉัน)

เกิดเป็นประชากรยุคมิลเลนเนียลช่างลำบากเหลือเกิน

รุ่นของคุณเป็นรุ่นที่พ่อหรือแม่ทำงานในโครงการมอบทุนสนับสนุนของมหาวิทยาลัยและอีกคนสามารถเลี้ยงลูกสองคนในบ้านสามห้องนอนได้ (เช่น เพื่อนร่วมงานของฉันที่เกษียณไปแล้ว)

เกิดยุคมิลเลนเนียลช่างลำบากเหลือเกิน

รุ่นของคุณเป็นรุ่นที่สามารถล้างจานเพื่อส่งตัวเองเรียนมหาวิทยาลัยและจบกฎหมายได้ (เช่น ลุงของฉัน)

รุ่นของฉันไม่สามารถซื้อบ้านราคาเฉลี่ย 440,000 เหรียญสหรัฐได้ในขณะที่รายได้รวมของคุณครูสองคนก็แค่ 70,000 เหรียญสหรัฐและพวกเขาต้องจ่ายค่าเช่าถึงร้อยละ 35 ของรายได้ ปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลี้ยงลูกไป

เกิดเป็นประชากรยุคมิลเลนเนียลช่างลำบาก

รุ่นของฉันเมื่อเป็นพ่อแม่ก็ต้องทำงานกันทั้งคู่และต้องทำกันคนละ 1-2 งานเพียงเพื่อให้ได้ค่าอาหาร ไม่มีกระทั่งเงินพาครอบครัวไปเที่ยวในช่วงเดือนธันวาคมด้วย

ยุคมิลเลนเนียลช่างลำบากเหลือเกิน

รุ่นของฉันมีหนี้การศึกษาเฉลี่ย 29,400 เหรียญสหรัฐ ถึงจะได้ทุนแต่ก็ครอบคลุมแค่ร้อยละ 40 ขณะที่โรงเรียนกฎหมายต้องจ่ายเงินถึง 120,000 เหรียญสหรัฐสำหรับ 2 ปี

เกิดเป็นประชากรยุคมิลเลนเนียล

ดังนั้นอย่าบอกว่ารุ่นของฉันไม่ได้เรื่อง เราเพิ่งอายุ 25 ปี ไม่รู้เรื่องสงครามปี 2001 (ตอนนั้นเราเพิ่งอายุ 11 ปี) เราไม่ได้ลดทุนของสถาบันสุขภาพจิตในปี 1975 เราไม่ได้เป็นคนตัดสินว่าควรลดทุนการศึกษาและเพิ่มค่าเล่าเรียน เราไม่ได้ปั่นราคาบ้านขึ้นมา 7,000% (สมัยฉันเด็กๆบ้านราคา 95,000 เหรียญสหรัฐและขายในราคา 750,000 เหรียญสหรัฐในอีก 20 ปีต่อมา) รุ่นของฉันไม่เกี่ยว นี่เป็นฝีมือรุ่นของคุณต่างหาก

ยุคมิลเลนเนียลช่างลำบาก

ดังนั้นอย่าบอกว่าฉัน “แค่” ต้อง “หางานให้ดีกว่านี้” หรือฉัน “แค่” ต้องส่งลูกไปเรียน “โรงเรียนดีๆ” เพราะทุกวันนี้ไม่เหมือนอดีตอีกต่อไปแล้ว และอย่าโทษฉันเลย

คนส่วนใหญ่ต่างก็เห็นด้วยและรีบเล่าประสบการณ์ของตัวเอง

ประสบการณ์ของประชากรยุคมิลเลนเนียล

ฉันทำงานตอนกลางคืน 12 ชั่วโมงและไปเรียนอีก 6 ชั่วโมง ฉันนอนแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง ยังไม่พอค่าเทอมหรือค่ายาเลย

เกิดเป็นคนยุคมิลเลนเนียลช่างลำบากเหลือเกิน

คนส่วนใหญ่ที่ฉันรู้จักทำงานเดือนชนเดือน เงินเก็บคืออะไรเหรอ?

คนยุคมิลเลนเนียลช่างลำบากเหลือเกิน

ฉันมีรายได้ปีละ 100,000 เหรียญสหรัฐซึ่งต้องเลี้ยงลูกสองคน จ่ายค่าประกัน อาหาร และค่าเช่าบ้าน เงินแสน..แสนสาหัสเลยล่ะ

ขณะที่คนอื่นๆ ไม่เชื่อว่ามันจะแย่ขนาดนั้น

ประชากรยุคมิลเลนเนียล

ฉันเป็นชาวมิลเลนเนียลที่ค่อนข้างคุณภาพนะ ถึงจะเหนื่อยแต่ฉันก็ซื้อบ้านหลังที่สองตอนอายุ 28 ปี

คนยุคมิลเลนเนียลช่างลำบาก

ฉันอายุ 28 ปีเพิ่งซื้อบ้านด้วยเงินของตัวเอง เป็นไปได้นะอย่างน้อยก็ในบางพื้นที่ของสหรัฐ

คนยุคมิลเลนเนียล

ฉันมีงาน รายได้งาม เป็นเจ้าของบ้าน จ่ายหนี้การศึกษาตรงเวลา และฉันไม่ชอบโทษคนอื่นด้วย

ยุคมิลเลนเนียล

ฉันว่าตลกดีที่เด็กๆที่ไม่เคยผ่านชีวิตในช่วงนั้นกลับทำตัวเหมือนรู้ดีทุกอย่าง เราทุกคนต่างก็ต้องดิ้นรนกันทั้งนั้น

Blogger : Ilona

Source : boredpanda.com