Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Everything You Need To Know Before Buying Essential Oils
ข้อควรรู้ก่อนซื้อน้ำมันหอมระเหย

ข้อควรรู้ก่อนซื้อน้ำมันหอมระเหย

ทุกวันนี้น้ำมันหอมระเหยมีกระบวนการผลิตอย่างไร?

1. การสกัดโดยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การสกัดด้วยของเหลวที่อยู่ในสภาวะเหนือจุดวิกฤต (SFE) จะใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (sCO2) ซึ่งอยู่ในสภาวะเหนือจุดวิกฤตและมีความสามารถเป็นตัวทำละลายที่ทั้งปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมต่างจากตัวทำละลายเป็นพิษอื่นๆ อย่างเฮกเซน

2. การกลั่น เริ่มจากไอน้ำเดือดปะทะกับมวลชีวภาพ (ดอกลาเวนเดอร์,ไม้จันทน์ เปลือกอบเชย เป็นต้น) เมื่ออ่อนตัวก็จะกลายเป็นสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) จากนั้นสารเหล่านี้ (ชอบไขมัน/ไม่ชอบน้ำ) จะผ่านเครื่องควบแน่นพร้อมกับไอน้ำที่แตกตัวจากมวลชีวภาพต้นกำเนิด ในเครื่องควบแน่นไอน้ำจะเย็นลงและส่วนประกอบต่างๆจะแตกตัวออกจากกันเมื่ออยู่ในท่อ น้ำจะถูกแยกออกจากน้ำมันและเหลือแต่ไฮโดรซอลส์ (น้ำกลั่นไอของดอกไม้) กับน้ำมันหอมระเหย

3. การสกัดโดยใช้ไขมัน อองเฟลอราจหรือการสกัดโดยใช้ไขมันนิยมใช้กับดอกไม้ที่มีความเปราะบางอย่างดอกมะลิและเป็นกระบวนการผลิตที่หายากแล้วในปัจจุบัน กระบวนการนี้ใช้เวลาหลายสัปดาห์และจำเป็นต้องใช้ไขมันสัตว์ในการดูดซับน้ำมันหอมระเหยจากดอกไม้ ผลที่ได้คือส่วนผสมไขมัน/น้ำมันหรือโพเมดจะต้องล้างแอลกอฮอล์เพื่อกำจัดไขมันออกไป

4. การบีบอัด กระบวนการนี้ถูกสงวนไว้ใช้กับเปลือกผลไม้ เครื่องบีบอัดเชิงกล (หรือการสกัดเย็น) จะคั้นน้ำจากเปลือกผลไม้และนำไปกลั่น แต่กลิ่นมีแนวโน้มว่าจะเปลี่ยนไปจากเดิมมากและสรรพคุณในการบำบัดก็แตกต่างกันมากด้วย

5. การสกัดด้วยตัวทำละลาย การสกัดของเหลวด้วยของเหลวนิยมใช้กับดอกไม้ที่มีปริมาณน้ำมันหอมระเหยต่ำอย่างดอกกุหลาบ ดอกมะลิ ดอกไมยราบ และอื่นๆ เราสามารถสกัดน้ำมันหอมระเหยได้มากขึ้นโดยการใช้ปิโตรเลียมอีเทอร์หรือตัวทำละลายทางเคมีอย่างเอทานอลและเฮกเซน หรือวิธีอื่นที่ปลอดภัยกว่าและเริ่มเป็นที่นิยมอย่างการสกัดโดยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การสกัดด้วยตัวทำละลายจะได้สารไขมันคล้ายกับขี้ผึ้งหรือที่เรียกว่าคอนกรีต เมื่อคอนกรีตถูกล้างด้วยแอลกอฮอล์ไขมันก็จะแตกตัวออกไปส่วนที่เหลือก็จะประกอบไปด้วยแบบที่ระเหยกับแบบที่ไม่ระเหยนั่นเอง

น้ำมันหอมระเหยชนิดใดที่เหมาะกับคุณ?

น้ำมันหอมระเหย

1. Absolutes

ผลที่ได้จากกระบวนการสกัดโดยใช้ไขมันและการสกัดด้วยตัวทำละลายคือน้ำมันหอมระเหยที่มีส่วนประกอบของพืชเข้มข้นซึ่งนิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมน้ำหอมและเครื่องสำอาง รวมถึงทางการแพทย์เกี่ยวกับการบำบัดจิตด้วยกลิ่นหอม น้ำมันหอมละเหยเหล่านี้สกัดจากดอกไม้จริง เช่น กุหลาบ มะลิ และวานิลลา

2. การสกัดโดยใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ว่ากันว่าวิธีนี้ค่อนข้างได้รับความนิยมมากในวงการสุคนธบำบัดซึ่งแตกต่างจากการสกัดโดยการกลั่น ส่วนประกอบของพืชจะถูกสกัดและไม่จำเป็นต้องใช้ตัวทำละลายที่เป็นอันตราย กลิ่นที่ได้รับความนิยมได้แก่ กัญชา ขมิ้น และวานิลลา

3. น้ำมันหอมระเหย (บีบอัด)

น้ำมันผิวส้มที่ถูกบีบอัดจะแตกต่างจากการสกัดโดยการกลั่นมาก เช่น สีเข้มกว่า ทำให้เสื้อผ้ามีรอยด่าง และกลิ่นหอมคล้ายกับเปลือกส้มของจริงมากกว่า ในทางเทคนิคน้ำมันผิวส้มไม่ใช่น้ำมันหอมระเหยเนื่องจากพวกมันมีส่วนประกอบที่ไม่ระเหยแต่ในวงการสุคนธบำบัดกับเคมีได้ตั้งเป็นข้อยกเว้น

4. น้ำมันหอมระเหย (กลั่น)

สรรพคุณทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยที่สกัดโดยการกลั่นมักจะได้แตกต่างจากของเดิม คุณควรสังเกตฉลากว่าส่วนผสมในขวดได้มาจากการกลั่นหรือไม่ มิฉะนั้นคุณอาจไม่รู้ว่าผลิตภัณฑ์นี้มีกระบวนการผลิตอย่างไรและเป็นน้ำมันหอมระเหยจริงหรือไม่!

5. การสกัด

วิธีนี้ได้รับความนิยมเนื่องจากยังรักษาสรรพคุณทางเคมีของน้ำมันหอมระเหยได้เหมือนเดิมทุกอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เปลือกอบเชย กานพลู ขิง มะนาว จันทน์เทศ ส้ม เปปเปอร์มินต์ กุหลาบ สเปียร์มินต์ วานิลลา และระกำ ซึ่งถูกสกัดโดยการใช้ตัวทำละลายที่ไม่มีแอลกอฮอล์ เช่น น้ำ กลีเซอรีน และน้ำส้มสายชู

6. ไฮโดรซอลส์

ไฮโดรซอลส์มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยน้อยมากและค่อนข้างปลอดภัย สามารถใช้ควบคู่ได้กับน้ำแร่ น้ำหอม และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ควรรีบใช้ให้หมดหรือนำไปแช่เย็นเนื่องจากเชื้อแบคทีเรียอาจเจริญเติบโตเร็วและทำให้เหม็นหืนได้ ตัวอย่างในข้อนี้ที่พบเห็นทั่วไปในท้องตลาดได้แก่ ลาเวนเดอร์ ดอกส้ม โรมันคาโมมายล์ และกุหลาบ

7. น้ำมันหอม

นี่คือผลลัพธ์ที่ได้จากการแช่พืชที่มีกลิ่นหอมในน้ำมันนานหลายวันหรือหลายสัปดาห์ น้ำมันที่เหลือคือสิ่งที่บรรพบุรุษของเราใช้เป็นน้ำหอม น้ำมันเจิม หรือขี้ผึ้งที่ใช้ในการรักษา

8. การใช้สารละลายแอลกอฮอล์

วิธีนี้คือการใช้แอลกอฮอล์หรือทิงเจอร์เป็นตัวทำละลายหลักเพื่อสกัดน้ำมันหอมระเหยออกจากพืช ทิงเจอร์ถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์มานานแล้ว พวกมันใช้ง่ายและต้องการแค่วอดก้า 80-90% มวลชีวภาพสมุนไพร ขวดโหล และแช่น้ำยาไว้ประมาณ 2 เดือน ตัวอย่างได้แก่ อาร์นิก้า เซนต์จอห์นเวิร์ต กระเทียม และเอ็กไคนาเซีย

Blogger : Eric Zielinski, D.C, author of The Healing Power of Essential Oils

Source : mindbodygreen.com