Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someoneGoogle+

Interesting Facts About Dreams (Backed Up By Science)
30 ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับความฝัน

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเกี่ยวกับความฝัน

ความฝันเป็นสิ่งที่น่าทึ่ง แม้ว่าความฝันอาจดูลึกลับแต่เราก็เข้าใจถ้าพิจารณาจากศาสตร์แห่งความฝันและการนอนหลับ เอาล่ะต่อไปนี้คือข้อเท็จจริงที่น่าสนใจซึ่งได้รับการสนับสนุนจากแหล่งข้อมูลอันน่าเชื่อถือ

1. ยิ่งหลับลึกความฝันยิ่งแจ่มชัด

แม้ว่าความฝันจะเกิดขึ้นได้ตลอดวงจรการนอนหลับแต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะฝันในช่วงที่มีการกลอกตาอย่างรวดเร็ว (REM) ซึ่งผู้ใหญ่จะใช้เวลาประมาณร้อยละ 25 ของการนอนหลับในช่วงนี้ ดังนั้นความฝันจึงสามารถเกิดขึ้นได้คืนละหลายๆครั้ง

2. ความฝันจะทำหน้าที่แก้ปัญหา

ผู้เข้าร่วมการทดลอง 99 คนมีภารกิจเกี่ยวกับเขาวงกตสามมิติ ในช่วงพัก 90 นาทีผู้เข้าร่วมบางส่วนได้นอนหลับขณะที่คนอื่นๆตื่นอยู่ ปรากฏว่าผู้ที่นอนหลับสามารถปฏิบัติภารกิจได้ดีกว่าผู้ที่ไม่ได้นอนหลับ

3. การแปลความหมายของความฝันไม่ใช่เรื่องซับซ้อนเสมอไป

ความฝันเกี่ยวกับการบินอาจหมายถึงความต้องการอิสรภาพ ส่วนความฝันเกี่ยวกับการหาห้องใหม่ในบ้านอาจหมายถึงความปรารถนาที่จะได้รับโอกาสใหม่ๆ และถ้าคุณฝันว่าถูกไล่ล่าก็อาจหมายถึงสิ่งที่คุณกำลังหลบหลีกในชีวิตจริงนั้นจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข

4. ความฝันอาจทำให้สุขภาพกายและใจดีขึ้น

หากคุณมักจะตกใจตื่นก่อนเข้าสู่ช่วง REM เป็นไปได้ว่าคุณอาจมีปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมาเช่น ความเครียด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าที่เพิ่มขึ้นรวมถึงการขาดสมาธิ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น หรือแม้แต่อาการประสาทหลอนด้วย ทางที่ดีคุณควรนอนหลับลึกให้เป็นประจำ

5. ความฝันอาจเป็นสัญญาณเตือนว่ามีความเครียดหรือความวิตกกังวลซ่อนอยู่

คุณเคยฝันว่าตกจากที่สูงไหม? ไม่ต้องกลัวไม่ได้มีแค่คุณคนเดียว คนจำนวนมากก็เคยฝันว่าตกจากที่สูง เปลือยกายในที่สาธารณะ หรือฟันหัก ความฝันทั้งหมดนี้มักจะเชื่อมโยงกับความเครียดและความวิตกกังวล ดังนั้นคุณควรดูแลตัวเองและพยายามขจัดความเครียดในชีวิตจริงออกไปให้ได้

6. ฝันร้ายมีหลายสาเหตุ

อาการเจ็บป่วยสามารถทำให้ความฝันกลายเป็นเรื่องวุ่นวายใจได้เช่นเดียวกับปัญหาทางอารมณ์ การบาดเจ็บ ความขัดแย้งหรือความกลัว และการใช้ยาหรือสารเสพติดต่างๆด้วย

7. ความฝันที่รู้ตัวส่วนใหญ่มักจะตีความหมายผิด

ผู้ที่คิดว่ารู้ตัวในความฝันมักจะพยายามควบคุมความฝัน ผลลัพธ์ที่ได้คือชีวิตมีความกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้น ผู้ที่เคยฝันแบบนี้มีแนวโน้มว่าจะใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันมากกว่าหมกมุ่นอยู่กับอดีตหรืออนาคต

8. ความฝันส่งผลต่อพฤติกรรมในอนาคตได้

การศึกษาได้ให้ผู้เข้าร่วม 182 คนจินตนาการถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นโดยฝีมือของกลุ่มผู้ก่อการร้าย กลุ่มหนึ่งต้องคิดว่าเครื่องบินของพวกเขากำลังจะตกขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มที่ฝันว่าเครื่องบินตก ผลปรากฏว่าผู้ที่ฝันว่าเครื่องบินตกรู้สึกวิตกกังวลมากพอๆกับผู้ที่จินตนาการว่าเครื่องบินกำลังจะตกจริงๆ อย่างไรก็ตามทฤษฎี “ความฝันกลายเป็นจริง” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันต่อไปในหมู่นักวิจัย

9. การลืมความฝันเป็นเรื่องปกติ

ฮิปโปแคมปัสซึ่งจะย้ายความจำระยะสั้นไปยังความจำระยะยาวอาจเข้าสู่สภาพการนอนหลับเมื่อความฝันถูกย้ายไปยังหน่วยความจำระยะยาว ด้วยเหตุนี้เมื่อคนเราตื่นนอนจึงมักจะลืมความฝันของตัวเอง สารสื่อประสาทของสมองซึ่งได้แก่อะซิติลโคลีนและโนราดรีนาลีนก็อาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งเนื่องจากระดับโนราดรีนาลีนจะลดต่ำลงเมื่อเข้าสู่ช่วง REM

เคล็ดลับที่จะช่วยทำให้คุณจำความฝันของตัวเองได้

  • ตื่นนอนอย่างเป็นธรรมชาติ : งดใช้นาฬิกาปลุกเพื่อเพิ่มโอกาสจดจำความฝันเมื่อคืนได้
  • ตั้งเป้า : ก่อนนอนควรเตือนตัวเองว่าเช้าวันรุ่งขึ้นต้องจดจำความฝันให้ได้
  • ทำให้เป็นนิสัย : หมั่นจดบันทึกความฝันทันทีที่ตื่นนอน

10. การทำงานของสมองของผู้ที่จดจำความฝันได้เป็นประจำจะแตกต่างกัน

การศึกษาพบว่าผู้ที่จดจำความฝันของตัวเองได้จะมีอัตราการไหลเวียนของเลือดในสมองสูงกว่าแม้กระทั่งในเวลาที่ตื่นนอน

11. ความฝันที่ตึงเครียดจะทำให้เกิดปฏิกิริยาทางกายไม่ต่างจากสถานการณ์ในชีวิตจริง

เชื่อหรือไม่ว่าฝันร้ายจะส่งผลกระทบต่อร่างกายและสมองไม่ต่างจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง ขณะเดียวกันอัตราการเต้นของหัวใจกับความดันโลหิตก็เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่กำลังฝันร้ายด้วย

12. ความฝันสามารถอยู่ได้นานถึงหนึ่งชั่วโมงเต็ม

คนส่วนใหญ่คิดว่าความฝันคงใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีไปจนถึง 2-3 นาที แต่ในความเป็นจริงความฝันสามารถกินเวลานานถึง 60 นาที

13. ไม่ใช่ทุกคนที่ฝันเป็นภาพสี

มีผู้คนราวร้อยละ 12 ที่ฝันเป็นภาพขาวดำ

14. โดยทั่วไปตลอดชีวิตของคนเราจะใช้เวลาฝันราวหกปี

คนส่วนใหญ่คงเคยได้ยินว่าโดยเฉลี่ยคนเราจะใช้เวลาหนึ่งในสามของชีวิตหมดไปกับการนอนหลับ แต่รู้หรือไม่ว่าคุณจะใช้เวลาในการฝันราวหกปีหรือมากกว่า 2,100 วัน

15. การมองเห็นไม่ใช่ประสาทสัมผัสเดียวที่เราสามารถใช้ได้ในความฝัน

แม้แต่คนตาบอดก็ฝันได้ พวกเขามีแนวโน้มที่จะฝันโดยการใช้ประสาทสัมผัสอย่างอื่น เช่น การสัมผัส การได้ยิน และการดมกลิ่น

16. คำว่า “Dream” มีรากศัพท์ที่น่าสนใจ

คำว่า “Dream” มีความเชื่อมโยงกับภาษาเดนิช สวีดิช และภาษาแซกซันเก่าซึ่งเกี่ยวข้องกับความสุข ความสนุกสนาน และดนตรีด้วย

17. ปรากฏการณ์เดจาวูพบได้บ่อยในความฝัน

ผลสำรวจพบว่าชาวอเมริกันร้อยละ 67 จดจำปรากฏการณ์เดจาวูของตัวเองในความฝันได้

18. ร่างกายจะกลายเป็นอัมพาตชั่วคราวเมื่ออยู่ในช่วง REM

ผีอำคืออาการที่ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้ชั่วคราวหลังจากที่ตื่นจากช่วงหลับลึก แต่โชคดีมีประชากรเพียงร้อยละ 8 เท่านั้นที่มีอาการนี้

19. คุณไม่สามารถอ่านในความฝันได้

หนังสือหรือป้ายต่างๆอาจเข้าไปอยู่ในความฝันของคุณได้ แต่ถ้าคุณสังเกตดีๆก็จะเห็นว่าตัวอักษรบางตัวหรือคำบางคำขาดหายไปหรืออ่านออกมาเป็นภาษาคนไม่ได้ นอกจากตัวหนังสือแล้วคุณก็ดูเวลาในความฝันไม่ได้เช่นกัน และถ้าคุณส่องกระจกภาพที่เห็นก็จะเบลอหรือกลายเป็นใครอีกคนโดยสิ้นเชิง

20. ความฝันนำไปสู่สิ่งประดิษฐ์อันยิ่งใหญ่ได้

แนวคิดอันเลื่องชื่อมากมายนั้นเกิดจากความฝัน ด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น

  • แนวคิดภาพยนตร์เรื่อง Inception เกิดจากความฝันแบบรู้ตัวของผู้กำกับภาพยนตร์ คริสโตเฟอร์ โนแลน
  • พอล แม็กคาร์ตนีย์ ผู้เป็นตำนานแห่งวงบีทเทิลส์ได้ฝันถึงทำนองเพลง “Yesterday” ในปี 1964
  • หนึ่งในกวีผู้มีชื่อเสียงตลอดกาลได้แก่ เอดการ์ อัลเลน โพ ซึ่งมักจะได้รับแรงบันดาลใจในการทำงานมาจากความฝันของตัวเอง
  • ขณะที่กำลังพักฟื้นจากอุบัติเหตุในปี 1999 นักเขียนชื่อดังสตีเฟน คิงก็ฝันแบบรู้ตัวและความฝันเหล่านั้นเองทำให้เขาเขียนหนังสือเรื่อง “Dreamcatcher” ขึ้นมาซึ่งมีทั้งหมด 620 หน้าโดยเขียนเสร็จภายในเวลาแค่ครึ่งปี

21. ความฝันบอกเหตุมีจริง

บางทีอาจพิสูจน์ได้จากเรื่องราวของอับราฮัม ลินคอล์นซึ่งมองเห็นการลอบสังหารเขาล่วงหน้า ขณะนั้นเขากำลังอยู่บนเรือริเวอร์ควีนในปี 1865 และฝันเห็นการตายของตัวเองก่อนหน้าที่จะเกิดขึ้นจริงเพียงไม่กี่วัน

22. บางคนก็แสดงความฝันออกมา

มีผู้คนเพียงส่วนน้อยที่เดินละเมอในขณะหลับและน้อยกว่านั้นอีกที่แสดงพฤติกรรมแปลกๆ เช่น

  • ผู้หญิงคนหนึ่งเดินละเมอและไปมีเพศสัมพันธ์กับคนแปลกหน้า
  • คนเดินละเมอรายหนึ่งตัดสินใจเดินออกจากหน้าต่างบนชั้นสาม
  • ผู้ชายคนหนึ่งเดินละเมอและขับรถไปไกลเพื่อฆ่าญาติของตัวเอง

23. ผู้ที่ไม่ฝันคือคนที่ปราศจากความคิดสร้างสรรค์

ผู้ที่ไม่เคยฝันจะขาดความคิดสร้างสรรค์และไม่มีทักษะในการแก้ปัญหา หากคุณไม่แน่ใจว่าจะฝันหรือไม่ก็ควรเตรียมสมุดบันทึกให้พร้อมและจดบันทึกความฝันก่อนที่จะลุกออกจากเตียง

24. เราเจอเหตุการณ์แย่ๆในฝันมากกว่าในชีวิตจริงอีก

หากคุณเคยตื่นนอนขึ้นมาบนเตียงผิดฝั่งก็เป็นไปได้ว่าคุณกำลังทุกข์ทรมานกับฝันร้าย

25. ผู้หญิงกับผู้ชายจะฝันต่างกันคนละแนว

ผู้ชายร้อยละ 70 จะฝันเกี่ยวกับเพศชายขณะที่ผู้หญิงจะฝันถึงทั้งสองเพศเท่าๆกัน นอกจากนี้ความฝันของผู้ชายจะออกแนวรุนแรงมากกว่า อย่างไรก็ตามทั้งผู้หญิงและผู้ชายก็ฝันถึงเซ็กส์ในปริมาณที่เท่าๆกัน

26. เราจะฝันถึงแต่ใบหน้าที่เคยเห็น

การจดจำใบหน้าเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก แม้ว่าคุณจะจำใบหน้าในความฝันไม่ได้แต่ก็เป็นไปได้ว่าคุณเคยเจอกับคนๆนี้มาแล้วหรือไม่ก็เคยเห็นในทีวีหรือสื่อโซเชียล เป็นต้น

27. สัญลักษณ์เป็นเรื่องปกติในความฝัน

คนเรามักจะฝันเห็นสัญลักษณ์ต่างๆ ดังนั้นความฝันเกี่ยวกับไฟก็อาจเป็นสัญลักษณ์ของความหลงใหล ความปรารถนา การเปลี่ยนแปลง หรือความโกรธ

28. แม้แต่ทารกก็ฝันได้

เชื่อหรือไม่ว่าทารกเริ่มฝันตั้งแต่ก่อนพวกเขาเกิดเสียอีก ในช่วงไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ทารกจะนอนหลับเป็นส่วนใหญ่โดยร้อยละ 50 ของทั้งหมดคือช่วง REM และทารกแรกเกิดก็จะใช้เวลานอนหลับในช่วง REM มากกว่าผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 25 แต่เนื้อหาในความฝันของทารกก็ยังคงเป็นปริศนาอยู่

29. สัตว์เลี้ยงก็ฝันได้เช่นกัน

สุนัขโตจะใช้เวลานอนหลับในช่วง REM เพียงร้อยละ 10-12 เท่านั้นซึ่งสูงกว่าลูกแมวและลูกสุนัข ขณะที่ตุ่นปากเป็ดจะใช้เวลานอนหลับในช่วง REM มากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด

30. ฝันกลางวันคือปรากฏการณ์ประหลาดที่แท้จริง

หากคุณพบว่าตัวเองกำลังล่องลอยอยู่ในลาลาแลนด์ในช่วงกลางวันก็เป็นไปได้ว่าคุณกำลังฝันกลางวันอยู่ ฝันกลางวันก็คือฝันในตอนกลางคืนที่หลงเหลือมาถึงในช่วงที่คุณตื่นนอน

Source : pillowpicker.com