Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestEmail to someone

ไขความลับ
7 ความลับที่สายการบิน (อาจไม่) อยากให้คุณรู้

ความลับที่สายการบินอาจไม่อยากให้รู้

เครื่องบินเป็นพาหนะที่มีราคาในการโดยสารแพงที่สุด ซึ่งต้นทุนที่สูงจึงเป็นสาเหตุให้ค่าบริการแพงกว่าพาหนะชนิดอื่นๆนั้นเกิดจากหลายองค์ประกอบของการดูแลเครื่องบินให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานจริงๆ และการทำให้เครื่องบินลำหนึ่งสามารถบินขึ้นและลงยังจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย ซึ่งรวมทั้งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าการซ่อมบำรุงเครื่องบิน ค่าจ้างบุคลากรทั้งภาคพื้น และบนอากาศ (พนักงานต้อนรับบนเครื่อง) ฯลฯ

ความลับที่สายการบินอยากให้รู้

ทั้งหมดที่กล่าวมา ล้วนเป็นกระบวนการและขั้นตอนอันมากมายที่แอบแฝงอยู่เบื้องหลังฉากการบินอันแสนสบายของผู้โดยสาร แต่นี่เองคือสาเหตุที่เครื่องบินมีราคาค่างวดของตัวเองที่สูงกว่าพาหนะชนิดอื่นอย่างชัดเจน โดยแลกกับการที่ผู้โดยสารจะได้รับความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการเดินทาง

มีข้อเท็จจริงมากมายที่ผู้โดยสารพอจะทราบกันดีแต่สายการบินอาจไม่ได้บอกข้อมูลทั้งหมดให้คุณรู้ จริงๆแล้วยังมีอีกหลายเรื่องที่(อาจจะ)เป็นความลับแก่ผู้โดยสารที่หากได้รู้ก็จะเข้าใจเลยว่าสายการบินที่ดีหรือไม่ดี ไม่ได้วัดกันที่ราคาถูก หรือบริการเสริมลดแลกแจกแถมแต่อย่างใด

และนี่คือตัวอย่าง 7 ความลับที่สายการบิน(อาจไม่)อยากให้คุณรู้…

1. ตั๋วเครื่องบินราคาแพงเพราะว่าปลอดภัยที่สุด

ตั๋วเครื่องบินราคาแพงเพราะว่าปลอดภัยที่สุด,

จากสถิติของหน่วยงานทางคมนาคมทางอากาศแห่งหนึ่งของสหรัฐฯระหว่างปี 1983–2000 มีผู้โดยสารเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุทางอากาศทั้งหมด 53,487 คน และมีผู้รอดชีวิตจากจำนวนดังกล่าวถึง 51,207 คน และเสียชีวิตแค่ 2,280 คน คิดเป็นอัตราส่วนการรอดชีวิตสูงถึง 95.7 เปอร์เซ็นต์ นั่นก็เป็นเพราะว่าเครื่องบินเป็นพาหนะเดียวที่ทั้งผู้โดยสารและลูกเรือต่างต้องศึกษาและทำความเข้าใจวิธีการเอาตัวรอดก่อนเสมอ ดังนั้นความปลอดภัยจึงเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับสายการบิน และราคาของตั๋วก็อาจจะเป็นตัวสะท้อนถึงระดับคุณภาพและความรับผิดชอบที่สายการบินมีต่อผู้โดยสารได้ในระดับหนึ่งที่คุณสามารถเลือกให้แก่ตัวเองได้

2. กัปตันบนเครื่องสำคัญที่สุดและสั่ง(อาหาร)ได้ทุกอย่าง

กัปตันบนเครื่องบินสำคัญที่สุด

จริงๆแล้วกัปตันบนเครื่องนั้นมีอำนาจสามารถสั่งการได้ทุกอย่าง สามารถจับกุมผู้โดยสารที่ไม่ทำตามคำสั่งและอาจเป็นภัยอันตรายคุกคามความปลอดภัยของผู้โดยสารคนอื่นๆได้ กัปตันสามารถสั่งเทียบปรับตามฐานความผิดต่างๆ และยังสามารถรับรองพินัยกรรมให้แก่ผู้โดยสารในกรณีที่ผู้โดยสารเสียชีวิตบนเครื่องได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังเป็นผู้มีสิทธิขาดในการวินิจฉัยว่า จะรับหรือไม่รับผู้โดยสารขึ้นเครื่อง ในกรณีที่ผู้โดยสารเมามายอย่างมากก่อนขึ้นเครื่อง หรือมีพฤติกรรมน่าสงสัยหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อผู้โดยสารคนอื่นๆ ในอีกด้านหนึ่ง ด้วยความที่กัปตันสำคัญขนาดนี้ กัปตัน (สังเกต 4 ขีดที่บั้ง) และนักบินที่ 2 (First Officer – F/O) จึงจะได้รับเสิร์ฟอาหารไม่เหมือนกันเสมอ เพราะหากอาหารจานหนึ่งเกิดเป็นพิษ อย่างน้อยก็จะยังมีคนที่ขับเครื่องบินต่อไปได้ และนักบินทั้งสองคนจะต้องผลัดกันนอน ในกรณีที่เป็นเที่ยวบินแบบ long-haul (นานกว่า 5 ชั่วโมง) ซึ่งส่วนใหญ่เมื่อกัปตันนอนพักผ่อนเรียบร้อยแล้วและตื่นขึ้นมาก็จะพบว่านักบินที่ 2 ที่นั่งข้างขวานั้นอาจจะกำลังผลอยหลับเช่นกัน (ก็เขามี autopilot อยู่นี่นา) รู้อย่างนี้แล้วเวลาขึ้นเครื่องกรุณาทำตามคำสั่งของกัปตันกันด้วยนะไม่งั้นอาจถูกจับได้นะเออ

3. เครื่องบินบินได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องยนต์

เครื่องบินบินได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องยนต์

เครื่องบินยังสามารถบินได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องยนต์ในกรณีฉุกเฉินได้ โดยสามารถบินได้ไกลถึง 10 กม. ในทุกๆระดับความสูง 1.5 กม. ซึ่งหมายความว่าหากเครื่องบินบินในระดับความสูงที่ 9 กม. แล้วเครื่องยนต์ทั้ง 2 ตัวเกิดขัดข้องและไม่ทำงาน แต่เครื่องลำนั้นจะยังสามารถบินต่อไปอยู่ได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องยนต์ไอพ่นได้ไกลถึง 60 กม. ด้วยเหตุนี้เองไม่บ่อยนักที่อุบัติเหตุทางอากาศจะเกิดจากเหตุเครื่องยนต์ขัดข้อง ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากความผิดพลาดส่วนตัวของนักบิน หรือเหตุสุดวิสัยในขณะที่ take-off หรือ landing มากกว่า

4. น้ำดื่มจากขวดดีกว่า

น้ำบนเครื่องบินดื่มจากขวดดีกว่า

เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมพนักงานต้อนรับถึงเสิร์ฟน้ำจากขวด โดยไม่รินออกมาจากถังเก็บน้ำบนเครื่องบิน? สำหรับบนเครื่องบินน้ำที่ใช้บนเครื่องไม่ว่าจะเป็น น้ำก๊อกล้างมือในห้องน้ำ น้ำชักโครก ฯลฯ จะถูกส่งมาจากถังเก็บน้ำบนเครื่อง ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครมุดเข้าไปทำความสะอาดให้เราทุกครั้งเวลาที่เครื่องลงจอด เพราะว่าเครื่องบินลำหนึ่งๆมีเวลาเฉลี่ยในการทำความสะอาด ถ่ายเทน้ำเสีย และเติมน้ำดีเข้าไปใหม่ เพียงชั่วโมงกว่าๆเท่านั้น ดังนั้นถังเก็บน้ำในเครื่องบางทีอาจจะไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นเวลา 10 ปีแล้วก็เป็นได้ นอกจากนี้ขั้นตอนการทำความสะอาดสิ่งปฏิกูลจากห้องน้ำและการเติมน้ำดีเข้าไปในเครื่องใหม่มักทำพร้อมๆกันและท่อก็อยู่ใกล้ๆกัน ดังนั้นขอแนะนำว่าทางที่ดีหากต้องการดื่มน้ำ อย่าใช้น้ำจากก็อก ให้ดื่มจากขวดเท่านั้น 

5. ไม่จำเป็นอย่าพาสัตว์เลี้ยงบินไปด้วย

ไม่จำเป็นอย่าพาสัตว์เลี้ยงขึ้นเครื่องบิน

หากลองสังเกตในขณะที่เครื่องบินกำลังจะเทียบจอดกับอาคารผู้โดยสารของสนามบิน พนักงานที่อยู่บนลานจอดแต่ละคนจะใส่หูฟังเพื่อป้องกันเสียงดังที่ออกมาจากเครื่องยนต์ ไม่ต้องบอกก็พอเดาได้ว่าเสียงจากเครื่องยนต์ในขณะที่มันทำงานอยู่นั้นอันตรายสำหรับหูของพนักงานที่สนามบิน และแน่นอนว่าเสียงดังเหล่านี้โดยปกติผู้โดยสารที่นั่งบนเครื่องจะไม่ได้ยินหรือรำคาญ แต่โซนที่เก็บสัมภาระและโหลดกระเป๋าลงใต้ท้องเครื่องนั้นก็คือจุดเดียวกันกับที่สัตว์เลี้ยงของหลายๆท่านต้องไปนั่งอยู่ ในระหว่างที่เจ้าของต่างขึ้นไปนั่งอยู่ในห้องโดยสารตามปกติ ซึ่งหมายความว่าบรรดาสัตว์เลี้ยงแสนรักจะต้องทนกับเสียงเครื่องยนต์ที่น่ารำคาญไปตลอดทางหลายชั่วโมงจนกว่าเครื่องบินลำนั้นจะไปถึงยังจุดหมาย ลองนึกดูก็จะเข้าใจว่ามันน่ารำคาญขนาดไหน จะหนีไปไหนก็ไม่ได้เพราะพวกมันต้องทนอยู่ในกรงแคบๆ มีหรือที่พวกมันจะไม่หงุดหงิดหลังจากที่ผ่านสมรภูมิ “เสียง” มายาวนานหลายชั่วโมง

6. 15 นาที… อ็อกซิเจนจากหน้ากาก

ออกซิเจนจากหน้ากากบนเครื่องบินอยู่ได้นาน 15 นาที

เวลาที่เกิดเหตุฉุกเฉินหน้ากากอ็อกซิเจนจะเด้งตกลงมาจากเพดานเหนือที่นั่งของผู้โดยสารแต่ละท่านทันทีโดยอัตโนมัติ เมื่อสวมหน้ากาก ผู้โดยสารทุกคนจะสามารถสูดอากาศได้เต็มปอดอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเครื่องจะอยู่ในระดับความสูงที่ความหนาแน่นของอ็อกซิเจนเบาบางมากๆ ตามหลักการอ็อกซิเจนจะมีเพียงพอสำหรับผู้โดยสารทั้งลำได้สูดหายใจนานถึง 15 นาที ซึ่งภายใน 15 นาทีนี้เพียงพอต่อการยืดเวลาให้กัปตันลดระดับความสูงของเครื่องต่ำลงจนเราสามารถกลับมาหายใจได้อีกครั้ง โดยทางกายภาพนั้นในระหว่างที่เกิดเหตุฉุกเฉินที่ระดับความสูงมากๆ เรายังมีเวลา 15-20 วินาทีก่อนที่จะหมดสติจากการที่สมองขาดออกซิเจน ด้วยเหตุนี้เวลาที่คุณจะขึ้นเครื่องบินทุกครั้ง จะต้องตระหนักไว้ด้วยว่าทุกวินาทีมีค่าจริงๆ และเวลาเพียง 15-20 วินาทีอาจช่วยชีวิตคนข้างๆ เราให้รอดเงื้อมมือมัจจุราชได้ วิธีการทั้งหมดเพื่อช่วยเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างถูกบรรยายและสาธิตทุกครั้งโดยพนักงาน แต่ผู้โดยสารมักไม่ใส่ใจในการดูและคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่จริงแล้วทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้ ถึงเวลาแล้วที่ผู้โดยสารทุกคนควรจะหันมาใส่ใจและตั้งใจฟังเวลาเพื่อเอาตัวรอดได้อย่างถูกต้องหากเกิดสถานการณ์คับขันขึ้นจริงๆ

7. อย่าคิดว่าทุกอย่างบนเครื่องจะสะอาด

อย่าคิดว่าทุกอย่างบนเครื่องบินสะอาด

เนื่องจากเครื่องบินที่คุณนั่งก็คือเครื่องลำเดียวกันกับที่มาส่งผู้โดยสารจากอีกที่หนึ่ง เป็นการใช้งานเครื่องต่อจากเที่ยวบินก่อนหน้านี้ทันที ซึ่งส่วนใหญ่แล้วระยะห่างของเวลาระหว่างเที่ยวบินที่แล้วกับเที่ยวบินที่คุณกำลังจะบินไปนั้น มักจะห่างกันอยู่ที่ 2-3 ชั่วโมง แน่นอนว่า ภายในระยะเวลาดังกล่าวพนักงานฝ่ายภาคพื้นต่างต้องเร่งแข่งกับเวลาเพื่อเอาเครื่องออกให้ตรงตามเวลาที่กำหนด เพราะไม่เช่นนั้นสายการบินก็ต้องจ่ายค่า delay โดยไม่จำเป็น เช่นเดียวกันกับการทำความสะอาดภายในห้องโดยสารจะมีทีมงาน outsource เข้ามาทำความสะอาดแต่ละไฟลต์ให้สายการบิน ซึ่งด้วยข้อจำกัดของเวลาบางครั้งพนักงาน outsource ที่เข้ามาทำหน้าที่อาจไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้ทุกซอกทุกมุม นอกจากนี้สิ่งที่คุณคิดว่ามัน “ใหม่” บางครั้งสำหรับบางสายการบินอาจไม่ได้ใหม่เสมอไป เช่น แผ่นรองศีรษะอาจเป็นอันเดิมกับไฟลต์ที่แล้ว หรือแม้แต่หูฟังก็มักจะเป็นหูฟังตัวเก่าที่นำไปใส่ถุงแพ็คมาใหม่พร้อมแผ่นรองหูใหม่ รวมไปถึงหมอนและผ้าห่มที่ใช้ซ้ำจากไฟลต์ที่แล้ว เพียงแค่ถูกพับเก็บไว้เหมือนเดิมก่อนแจกจ่ายใหม่อีกครั้ง ที่สำคัญโต๊ะทานอาหารบางครั้งอาจไม่ได้ถูกเช็ดทำความสะอาดทุกจุดโดยละเอียด ซึ่งคนในไฟลต์ก่อนหน้าอาจใช้โต๊ะนั้นเปลี่ยนแพมเพอร์สลูกน้อยจอมซนของเขาก็เป็นได้

สิ่งที่น่ารู้เกี่ยวกับการขึ้นเครื่องบิน

จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั่นคือประเด็นปลีกย่อยที่สายการบินอาจไม่เคยบอกให้คุณได้ทราบ แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้งานบริการของสายการบินมีต้นทุนที่สูงกว่าพาหนะเดินทางประเภทอื่นๆ มีทั้งความรับผิดชอบและมีรายละเอียดปลีกย่อย มีขั้นตอนมากมายที่ต้องใส่ใจเพื่อผู้โดยสารอย่างละเอียดอ่อนมากกว่าพาหนะประเภทอื่นๆ และทำให้ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของสายการบินหมดไปกับการทำให้ทุกคนสามารถมั่นใจได้ว่าเครื่องบินลำนั้นจะบินออกไปบริการผู้โดยสารบนเครื่องให้ถึงจุดหมาย และพร้อมต้อนรับผู้โดยสารชุดต่อไปอีกหลายร้อยชีวิตในเที่ยวหน้า เพื่อพากลับมายังบ้านของพวกเขาอย่างปลอดภัยนั่นเอง

ข้อมูลจาก : jetradar